Sunday, May 11, 2014

เมื่อหวังสุขคติในโลกหน้า ก็ควรหวังสุขคติในโลกปัจจุบันด้วย ทิ้งกันไม่ได้ เพราะดวงจิตเดียวกัน จริงไหม?

สวัสดีครับ

   หลายสัปดาห์ก่อน ผมเผยแผ่ ไอเดีย วาบความคิด เรื่องการหันกลับมา เจริญ สมาธิ ปฏิบัติสมาธิกันดีกว่า เพราะเมื่อเราทำอย่างตั้งใจไปเรื่อยๆ มีสติ พร้อม วันหนึ่งต้องมีความก้าวหน้าในระดับใด ระดับหนึ่งเป็นแน่แท้ จริงไหมครับ จนกว่าจะสิ้นลมหายใจไปจากชาตินี้

     การเขียนแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า ให้เบื่อโลก ใช้ชีวิตไปอย่างไรก็ได้ แต่ให้ทำสมาธิไว้ ไม่ใช่เลยครับ ความหมายคือ ให้มีชีวิตในชาตินี้ ที่ดี มีสติ ไม่ประมาท และ มีการปฏิบัติสมาธิไปพร้อมๆ กันด้วย คือ เปลี่ยนตัวเอง ใหม่ถอดด้าม ให้ ดีทั้งโลกนี้ (ให้ดีที่สุด) ขณะที่ ก็จองตั๋ว สุขคติ ในโลกหน้าไว้พร้อมๆ กัน นั่นเอง คือ ดี คูณ ดี ได้ ดี ยกกำลัง สอง แบบนั้น

     การปฏิบัติสมาธิ ทำให้ เรากลายเป็นอะไรได้หลายอย่างเช่น

    1.เพียงลงมือปฏิบัติสมาธิ ก็ได้บุญ ได้อานิสงฆ์ มากมาย มหาศาลแล้ว
    2.ปฏิบัติไปได้สมาธิขั้นพื้นๆ อย่าง ฌาน 1 ก็มีที่หมายเป็น พรหม แน่นอน
    3.ได้ฌานสูงกว่านั้น ก็ยิ่งได้เป็นพรหม ชั้นสูงขึ้นไปอีก
    4. หากปฏิบัติไปในทาง วิปัสสนา หากไม่บรรลุธรรมขั้นสุดยอด ก็มี ชั้นพรหมเฉพาะเป็นที่ ประทับ
    5. ในทางวิปัสนา ปฏิบัติได้สูงสุด ก็ ได้บรรลุพระนิพพาน


  สรุปคือ การปฏิบัติสมาธินั้น มีแต่สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเราทั้งนั้น มองไม่เห็นว่าจะไม่ดีตรงไหน อยู่ที่เราว่าจะเลือกทำจริงจังได้เพียงใด

     เอาล่ะวันนี้ว่ากันเรื่องทางโลกครับ หากทำดังขั้นต้นได้แล้ว อยู่ในกระแส คือ ทำได้ เป็นประจำ จนเป็นนิสัยแล้ว ก็เชื่อว่า ปิดทางอบายได้ล่ะในชาตินี้ ยิ่งคนมีอายุน้อยทำก็ได้เปรียบนะครับ เพราะคุณมีเวลาทำไปอีกนาน ก็คือได้สั่งสมบุญบารมีไปอีกนาน เลย คนที่อายุมากก็อย่าท้อ เพราะหลายท่านบรรลุะธรรมขั้นสูงได้ในเวลาไม่นานก็ยังมี เอาล่ะ อายุไม่เกี่ยงลงมือ ทำเป็นพอครับได้บุญแน่ๆ

      ผมเรียกแนวคิด การสั่งสมบุญบารมีจากการนั่งสมาธิ แล้วนำเราไปสู่ ภพ ภูมิ ที่ดีกว่ามาก นี้ว่า

       หนึ่งหยดน้ำ แลกกับมหาสมุทรทั้งโลก ครับ

  คุณว่าคุ้มไหม ลองกลับไปอ่านบทความเก่าๆ ของผม ในรายละเอียดนะครับ

     สำหรับทางโลก ก็แนวคิดเดียวกัน เคยได้ยินคตินี้ไหม

      ลำบากตอนต้น   สบายตอนปลาย 

      เมื่อย้อนกลับมาพิจารณา แล้ว มันก็คล้ายกับ แนวคิอ หนึ่งหยดน้ำ ของผมนั่นล่ะครับ ดังนั้น การจะเป็นคนที่ ทำสมาธิ แล้ว ทำสิ่งที่เรียกว่า หนึ่งหยดน้ำ แลกมหาสมุทรได้นั้น เราต้อง จัดการชีวิตในชาตินี้ให้ดีที่สุดก่อนด้วย นั่นคือ ยอมที่จะ ลำบากตอนต้น เพื่อ สบายตอนปลาย

     จริงๆ แล้วจากประสบการณ์ในชีวิต ใครก็ตามที่ยอมลำบากตอนต้น จะเริ่มสบายๆ ภายหลัง กันทั้งนั้น ซึ่งบางที ก็เดิอนต่อไป ปีต่อไป นี่เอง ไม่ต้องรอนานๆ หรอกครับ หรือ จะเปลี่ยนเป็น

     ยอมลำบากตอนต้น เพื่อ สบายตอนหน้า   ก็ยังได้

      ดังนั้น เราควรมีนิสัย พุ่งเข้าใส่ความลำบาก และ สั่งสม สิ่งทีควรสั่งสม อดเปรี้ยวไว้กินหวาน นั่นคือ ยอมลำบากหน่อย ในช่วง ไม่กี่เดือน กี่ปี แล้ว ถ้าเรามีวาสนา อายุยืนยาว ก็ค่อยมาเก็บเกี่ยวดอกผลในตอนนั้น ตอนที่ >>>

    เวลาในอนาคต กลับกลายมาเป็น ปัจจุบันของเรา 

     ผู้ปฏิบัติธรรม จึงควรเป็นผู้ได้สติหยั่งรู้ สภาพธรรม หลังจากได้เริ่มปฏิบัติสมาธิ คือ รู้ว่าควรมีสติอยู่กับปัจจุบัน และ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เมื่อเป็นเช่นนั้น อนาคตที่ดีที่สุดในชาตินี้ ก็จะเป็นของเรา ด้วยสตินั้น และ กำลังของสมาธิ ที่ช่วยเราในการสั่งสมบุญบารมี จะนำเราไปยัง เหตุการณ์ และ แหล่งที่ ที่ดีที่สุดสำหรับเรา เอง โดยไม่ต้องกังวลใจอะไรเลย

  ขอให้ทุกท่าน มีความสุข ในการปฏิบัติสมาธิ เพื่อโลกนี้ และ โลกหน้า 

สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)



   


 

Monday, April 21, 2014

ความเหมือนทีแตกต่าง ของนักสะสม และ นักปฏิบัติธรรม

สวัสดีครับ

    เริ่มจากเรื่องทางโลก:

  นิทาน เรื่อง นักสะสมเหรียญกษาปณ์

   ในแต่ละวัน หลังจากซื้อของ รับเงินถอนตามปกติ นักสะสม คนนี้เขาจะเอาเหรียญที่ได้มา ดูๆ แล้วก็ใส่กระปุกไว้ แต่มีเหรียญบางแบบที่ เขาจะสะสมไว้ ด้วยความรู้ และ ประสบการณ์ หลายปีก่อนเขาได้ยินข่าวเรื่อง การออกเหรียญ 2 บาท และพบว่า เหรียญ 2 บาทปี 2548 มีจำนวนผลิตเพียง 4 ล้านเหรียญ กับ เหรียญปี 2550 ที่ตั้งยอดไว้ 200 กว่าล้านเหรียญ แต่ ก็มีการเปลี่ยนสีเหรียญ 2 บาทเป็นสีทองเสียก่อน

    ดังนั้นเขาและเพื่อนๆ นักสะสมเหรียญกษาปณ์ จำนวนมากจึงรู้ว่า    เหรียญ 2 บาท ปี 48 กับ ปี 50 หายากมาก  (ใครไม่เชื่อ เชิญลองครับ ให้เวลา 1 เดือนเลย ลองหาหนึ่งใน 2 เหรียญนี้ให้เจอ ฮ่ะๆๆๆ) อันนี้หมายถึงเหรียญ 2 บาทสีเงินนะครับ

     ผ่านไปนานปี ขนาดว่าพยายามคัด และเก็บ แต่เขาได้ เหรียญ 2 บาทดังกล่าว มานิดหน่อยเท่านั้น แต่ ถึงเวลานี้ อยากจะหาไว้สักเหรียญ ก็ยากแล้วครับ แม้เขาคนนั้นจะมีเหรียญอยู่นิดเดียว แต่ก็เป็นหนึ่งคนในประเทศไทย ที่ได้ครอบครองเหรียญหายากนี้ล่ะ อ้อจุดเด่นของเหรียญ 2 บาทนี้คือแม่เหล็กดูดติดครับ
แจ่มไหมล่ะ?

      กลับมาสู่เรื่องธรรมะ:

      นิทานดังกล่าวข้างต้นเป็นธรรมชาติ ของโลกครับ ยังมีเรื่องราว อีกมาก ที่คล้ายๆ แบบนี้ และ ยังมีอย่างนี้ตลอดไป แน่นอน ในทางธรรมะ เทียบได้กับอะไร

      1.การศึกษาพระธรรมตามพุทธวจนะ คือตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสั่งสอน ก็คล้ายๆ กับ การศึกษาถึงเนื้อหาว่า เหรียญอะไร ออกปี ไหนจำนวน เท่าไร จนพบจุดสำคัญ ว่าเหรียญใดมีคุณค่าน่าสะสม ก็เหมือนเราได้ พบ อริยสัจ 4, การทำสมาธิ อะไรในแนวนี้

      2. ต่อมา เรามีความรู้ในข้อธรรมมากขึ้น ก็เริ่มปฏิบัติ และ บอกบุญคนรู้จัก สร้างศรัทธา ให้พวกเขาเหล่านั้น แต่ตัวเรา ก็พยายามปฏิบัติไม่ลดละ งานทางโลกก็ทำ ขณะที่ งานทางธรรมก็ไม่ล้มเลิก ล้มลุกคลุกคลาน บ้าง ก็ไม่เลิกทำ  

           อันนี้ก็เหมือนการสะสมเหรียญของนักสะสมคนดังกล่าว เขารู้ข้อมูลแล้วก็เริ่มเก็บเหรียญ แต่ก็บอกเพื่อนๆ คนรู้จักไปด้วย เพียงแต่ บางคนหัวเราะ บางคนฟังเฉยๆ ไม่ได้สนใจอะไร
เขาก็สะสมไป พบปัญหาบ้าง บางทีรอเป็นปีๆ กว่าจะได้สักเหรียญก็มี

     3.  จนวันหนึ่ง ผ่านไปนานปี นักสะสมก็พบว่า มีประกาศต้องการเหรียญ ปี 48 กับ 50 กันใหญ่ เริ่มเห็นพ่อค้ามากว้านซื้อยกล็อตกันบนเว็บ เพราะจะเอาไปเก็งกำไร แล้วเหรียญก็เริ่มหายไปจากสารบบ แทบหาตามร้านค้า จากการซื้อของ หมุนเวียนไม่ได้เลย หรือ หาไม่ได้อีกเลย ทันใดนั้น และ จากนี้ตลอดไปเหรียญ ปี 48 กับ 50 ก็ได้กลายเป็นเหรียญหายากของไทย และของโลก ไปอีก 1 เหรียญ  ไม่ต้องมองเรื่องราคานะครับ มองแค่ความภาคภูมิใจที่จะเก็บเหรียญแบบนี้ไว้ให้ลูกหลาน ได้ชม นี่ ประเมินค่าไม่ได้นะ คล้ายๆ กับบรรดาเหรียญพระ นั่นล่ะครับ จริงๆ เหรียญต่างๆ ของเราก็มีพระนะครับ พระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยนั่นเอง

           การปฏิบัติธรรมะ ก็คล้ายๆ กัน คือ เราศึกษามาระยะหนึ่ง ก็พบว่า ดี ก็บอกต่อ แต่เราบังคับใครให้เชื่อไม่ได้ แม้จะเห็นว่า ชีวิตนี้สั้นนัก เวลาไม่ใช่ข้ออ้างในการสั่งสมบุญบารมีตุนไว้ในชาตินี้ และ ชาติหน้า แต่เราบังคับใจใครไม่ได้

           ตัวเราก็เร่งทำไป ผ่านอุปสรรคกับจิตใจนี้มามาก และต่อไปก็ต้องมี แต่ เราก็เห็นผลเลิศที่รออยู่ในวันหน้า ที่ไม่ไกล เพราะ ชีวิตนี้นั้นสั้นนัก นั่นเอง และยังเห็นการพัฒนาการเป็นลำดับ ของจิตคำพระท่านว่า ว่ามีจริงๆ เราก็ยิ่งศรัทธา จากนั้น เราก็ทำของเราไป ทำอย่างใจแจ่มใสสดชื่น ไม่ลดละ

            จนวันคืนผ่านไป เราต้องบรรลุยังจุดอันเป็นกุศล ระดับใดระดับหนึ่งเป็นแน่แท้ เพราะตั้งใจทำ ตามอิทธิบาท 4 ถ้าขณะนั้น มีวาสนาอายุยืน และสิ้นชีวิตลง เรามี สุขคติ เป็นที่หมายก็ย่อมเป็นของแน่
แต่ คนอื่นที่เราเคยบอก เคยชวนล่ะ เมื่อถึงวันแล้ว นาที ใกล้ดวงจิตสุดท้ายลอยล่อง ไปชาติภพหน้า ในภาวะที่จิตใจอ่อนลงเหลือเกิน เกิดมีนิมิตร้ายขึ้นมาจะเอาอะไรมาต้าน คงหวังอบายเป็นแน่แท้

          เทียบให้เห็นภาพก็ เอาตอนมีชีวิตนี่ล่ะ  เคยดีใจมากๆ ไหม  ตอนนั้นใจเป็นอย่างไร
 โลกนี้ดีมาก น่าอยู่ จนไม่อยากเชือว่า ต่อมา อีก ปี หลายปี สิบปี ยี่สิบปี จะมีเรื่อง ทุกข์มากมาย
จนเบื่อโลก จิตจะหดหู่ แต่ต่อมาชีวิตก็เริ่มปรับตัวได้แล้วก็มีชีิวิตมาได้

            ไอ้ดวงจิตสุดท้ายตอนเสียชีวิตนี่ล่ะครับ คล้ายๆ กัน แต่กำลังมันอ่อนมาก สิ่งที่แวบเข้ามา มันทานไม่ค่อยได้ เหมือนตอนมีชีิวิตนะครับ เกิดแวบมาเป็นทุ่งหญ้า ต้นไม้ นี่ เกิดเป็นสัตว์มี % สูงมาก
ทำอย่างไร ให้ดวงจิตมันมีกำลังแรง ต้านนิมิตร้ายๆ ได้ ก็ด้วย กุศลสิครับ อย่างที่ผมเคยบอกไว้

    อามิสบูชา หรือ ปฏิบัติบูชา ท่านมีเวลาทำเท่าที่ท่านพอใจ รีบออกกำลังจิตกุศลไว้ครับ ถึงวันจะได้ไม่มีความหวาดผวาใดๆ มีแต่จิตอันเกษม จริงไหม? อ้อแถมอีกข้อ อย่าลืม ลด ละ เลิก อกุศล และ สร้าง กับ รักษากุศล ขอให้ทำให้ยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดชีวิตครับ พบกันในเส้นทางแห่งธรรมะครับ

สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)

พระธรรมจากพระนิพนธ์ของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

สวัสดีครับ

   ไม่นานมานี้ ผมได้ทำความสะอาดห้องและพบ กล่องเก็บของที่วางทิ้งไว้นานแล้วของผมเอง ก็ลองเปิดดูในนั้น มีหนังสือเล่มเล็กๆ สีน้ำเงิน หน้าปก โปรยด้วยอักษรคล้ายๆ พู่กัน เขียนว่า

          "ชีวิตนี้สำคัญนัก"

   พอดีเห็นแล้วก็สะดุดใจมาก เพราะในระยะนี้ มีแนวคิดเรื่อง ชีวิตนี้สั้นนัก มักจะคุยกับผู้ใหญ่ที่นับถือ และ เขียนในบทความ ว่า เทียบไปแล้ว ชีวิตคนเอาอย่างมาก สุขภาพดีๆ จริงๆ นะครับ 120 ปี นี่ตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่ เราชาวพุทธ รู้ว่า ตายไปต้องเวียนว่ายอีกนานแสนนาน ไปดี ก็ดีไป ไปอบายนี่ เซ็งสุดๆ จริงไหม

       จากนั้นเมื่อเห็น พระนาม ของผู้เขียนก็เกิดแรงศรัทธาอย่างยิ่ง เพราะเป็น งานพระนิพนธ์ของ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งเป็นพระ ที่ผมนับถือมากพระองค์หนึ่ง

        เมื่อเปิดเข้าไปอ่านบทแรก ก็ปลาบปลื้มใจบอกไม่ถูก เพราะมี วลีคล้ายๆ แบบนี้ว่า (ผมขอถอดความมาเรียบเรียงใหม่ แบบเล่าจากความจำนะครับ)

      "ชีวิตนี้สำคัญนัก เพราะว่า ชีวิตนี้สั้นนัก"

        แบบนี้กระผมผู้กำลังมีศรัทธาในความเชื่อเรื่อง ตายแล้วเกิด หรือ วัฏสงสาร จะไม่ให้ ปลาบปลื้มได้อย่างไร ทว่า ผมได้รับแนวคิด จากหนังสือเล่มนี้ มาเติมเต็ม เตือนสติของผม ให้เชื่อว่า ชีวิตนี้สั้นนักมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อ พระองค์ ทรงเน้นเรื่อง ชาติที่ผ่านมาด้วย แนวความคิดจะเป็นแบบนี้

   ..เมื่อเทียบชีวิตในชาตินี้ กับชาติก่อนที่ผ่านมา จนนับไม่ถ้วน หาจุดเริ่มต้นมิได้ ...
เทียบกับชีวิตในชาตินี้ของคนเรา  ชีวิตในชาตินี้ย่อมสั้นนัก...

      ผมลืมคิดไปครับ นึกถึงว่า มีชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า ผมศรัทธาและเชื่อตามนี้ อย่างมั่นใจ แต่เน้นเรื่องชาตินี้ กับ ชาติหน้ามากจนเกินไป คือ คิดเพียงครึ่งเดียว พอกระผมมาได้อ่านพระนิพนธ์ของพระองค์ท่าน ทำให้กระผม ได้รับการเติมเต็ม ครับ จนครบรอบของ สัมมาทิฐิ ตามที่ควรเป็น

      ท่านยังทรงแจกแจงให้เห็นอีกว่า

       กรรมดี ย่อมให้ผลดี เสมอ และ
       กรรมชั่ว ย่อมให้ผลชั่ว เสมอ

       จากนั้นทรงเน้นย้ำอีกว่า

      ผลที่ดีย่อมมา จากกรรมที่ดี
      ผลที่ไม่ดี ย่อมมาจากกรรมที่ไม่ดี

       และ

       ผลที่ดี จะมาจาก กรรมที่ไม่ดี ไม่ได้เลย
       ผลที่ไม่ดี ก็จะมาจาก กรรมที่ดี ไม่ได้เลย


 เท่านี้จบครับ ถ้าเราเป็นชาวพุทธ เราต้องเชื่อตามนี้ และ แนวคิดเรื่อง ชาติในอดีตที่เราเกิดมาจนนับไม่ถ้วนนี่ล่ะ ที่มาทำให้ศรัทธาในข้อนี้ มีความเหนียวแน่นยิ่งขึ้นไปอีก

     นั่นคือ

   จากจำนวนภพชาตินับไม่ถ้วนในอดีตนั้น กรรมดี ไม่ดี ได้ส่งผลให้เราได้มาเกิดเป็น มนุษย์ และ ด้วยการมีการเวียนว่ายตายเกิดจริง และ กรรมตามมาส่งผลมีจริง นั่นคือ สิ่งที่ทำให้ คนเราต่างกัน ไม่มีใครเหมือนกันหมด หากกฏแห่งกรรมไม่มีจริง คนเราเกิดมาก็ต้องเหมือนกันหมดจริงไหม

    การที่คนไม่ดี เจริญรุ่งเรือง ไม่ใช่กฎแห่งกรรมไม่มี แต่ เพราะ กรรมฝ่ายดียังหนุนเนื่องเขาอยู่ และมีแรงกำลังมากกว่าต่างหาก แต่ ด้วยหลัก เหตุไม่ดี ย่อมให้ผลไม่ดี เขาต้องรับกรรมไม่ดีแน่นอน ไม่มียกเว้น ไม่ชาตินี้ ก็ชาติหน้า ไม่เร็วๆ นี้ ก็อีกไม่นาน ภายภาคหน้า

    ท่านทรงเปรียบให้คิดกันง่ายๆ ว่า จำนวนภพชาติที่คนเราเกิด ตาย เวียนว่ายตายเกิด ไปตามภพภูมิต่างๆ นั้น มีนับไม่ถ้วน มีความซับซ้อน มากยากต่อการจะมานั่งวิเคราะห์ คล้ายๆ กับ การเขียนหนังสือ
เริ่มแรกเราเขียนไป 1 หน้า จากนั้นเขียนทับลงใบในหน้าเดิม เขียนทับแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนดำพรืดไปหมด ท้ายที่สุดก็ไม่อาจรู้ได้ว่า กรรมใด ส่งผลมาตอนไหน อย่างไร

      ผมลองนึกตาม เขียนลายเส้นเป็นตัวอักษร สมมติว่า เขียนบันทึกไดอารี ของทุกวัน ใน 1 ปี เอาแค่นี้เขียนลงในหน้าเดียวทับๆ กันไปเรื่อยๆ งงสิครับ มันคงเห็นแต่ลายเส้นทับๆ กัน อ่านไม่ออกแน่ๆ เห็นภาพทันตาเลย สาธุ สาธุ สาธุ

     ท่านยังทรงนิพนธ์ไว้อีกว่า ข้อดีของกรรมคือ  พอจะคิดย้อนกลับไปได้ ว่าในอดีตคนแบบนี้ๆ ทำสิ่งดีหรือไม่ดีมา โดยดูจากผลที่กำลังสำแดงอยู่ เช่น

    คนนี้มีแต่ความสุข พบความสำเร็จ ชีวิตดี  แบบนี้ คือ ทำกรรมดีมาจำนวนมาก หรือ มีกำลังของกรรมดีส่งผลให้เขาอยู่

     ขณะที่กรรมไม่ดี ก็จะส่งผลในทางตรงกันข้าม

    ท่านยังเน้นเรื่อง การให้อภัย ไม่จองเวรกัน และ การขออภัย ขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรอีกด้วย
ซึ่งผมเชื่อ เพราะแนวคิดนี้ จำได้ว่า ผมได้ทำไว้เมื่อราวๆ 5-6 ปีก่อน ปัจจุบันก็ยังทำอยู่ครับ ยิ่งเห็นการเวียนว่ายตายเกิด เห็นคนจองเวรเรา ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะเป็น เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ก็ได้คิดว่า ชาติก่อนเราทำเขาไว้เยอะ เขาจึงมาเอาคืน (ตามกติกา ว่าเขาไม่ได้) ซึ่งหากไม่มีเวรกรรมต่อกัน อย่างไรเขาก็ทำอะไรเราไม่ได้

    จึงมีเวรกรรมกัน ก็อโหสิกรรมไปเสีย ชาตินี้ ชาติหน้า จะได้ไม่ต้องจองเวรกันให้เมื่อย ครับ และกรรมไม่ดีที่ไปทำกับใครไว้ ทั้งตั้งใจ (ตามกิเลส) และ ไม่ตั้งใจ (เผลอไผลไม่รู้) ก็ได้แต่ตั้งใจ อุทิศส่วนกุศล และขออโหสิกรรม อย่างจริงใจ (ท่านทรงเน้นไว้) ผลก็อยู่ที่ เจ้ากรรมนายเวร ครับ เราทำส่วนของเรา เจ้ากรรมนายเวร ก็ทำส่วนของท่าน

     คิดแบบนี้ แล้วมันยุติธรรม เพราะ ทำอะไรไว้ต้องชดใช้ ขณะที่ชาตินี้ เรามีโอกาส รำลึก ขอโทษ ก็ทำสิครับ เรียกว่า เป็นชาติแห่งโอกาส กลับเนื้อกลับตัวครับ จากนั้น ก็เร่งบำเพ็ญเพียรสร้างกุศลกันมากๆ ครับ

    แนวคิดที่ควรเน้นกัน ที่จดจำไว้แล้ว จะจำง่ายๆ คือ
 สัมมาวายาโม หนึ่งในมรรค มีองค์ 8 นั่นคือ  

             หมั่น ลด ละ เลิก อกุศลกรรม   ขณะที่
             หมั่น สร้าง กุศลกรรมใหม่ และ รักษา กุศลกรรม เดิมไว้

   แบบนี้ จำไม่ได้ ก็ไม่ไหวนะครับ ง่ายสุดๆ แล้ว จำได้ ต้องทำ ทำไป จาก วัน เป็น เดือน เป็น ปี เป็นหลายสิบปี รู้ตัวอีกที ตุนกุศลกรรมไว้จังเบอร์ ก็สบายไปสิครับ เรียกว่า สวรรค์เปิด ปิดอบายกันล่ะ
แล้วจะทำกุศลแบบไหนดี  ผมในฐานะผู้พอมีความรู้มาบ้าง ขอแนะนำ กว้างๆ อย่าถือเป็นตำรานะครับ
ของแท้ ต้องผู้รู้ หรือ พระนะครับ ผมแค่ บอกแบบกว้างๆ

      1.อามิสบูชา คือ ทำกุศลด้วยสิ่งของ กำลัง เป็นต้น
       2. ปฏิบัตืบูชา คือ การบำเพ็ญสมาธิ มี 2 นัย คือ  แบบสมถะ และ แบบวิปัสนา
            ซึ่งข้อ 2 นี้พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญครับ

   ก็ดีทั้งสองข้อ ลองศึกษากันดู ครับผม

สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)

Thursday, April 17, 2014

ตอบปัญหาธรรมะ โดย ท่านหลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ เรื่องแนวทางการทำสมาธิให้ยิ่งขึ้นไป

สาธุ สาธุ สาธุ

                                              ติดตาม คำเทศนาเพิ่มเติมในหลากหลายหัวข้อ
                                               ได้ใน Youtube.com

 ปล. ช่วยแชร์กันให้มากๆ ครับ นับว่าเป็นการ ให้ธรรมะเป็นทาน อย่างยิ่ง ขออนุโมนา
        เจ้าของคลิป และ รายการด้วยครับ

ด้วยจิตนอบน้อมและคารวะ
คุณบอลล์

แนวทางปฏิบัติธรรมแบบถูกวิธี เทศนาโดย หลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ

สาธุ สาธุ สาธุ

                                           ติดตามคลิปอื่นๆ ได้จาก Youtube.com


Wednesday, April 16, 2014

สัมมาสมาธิ และ มิจฉาสมาธิ คืออะไร เทศนาโดย หลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ

สาธุ สาธุ สาธุ

   
                                          โดย ท่านหลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ
                                               (ฟังธรรมคลิปอื่นๆ ได้บน Youtube.com)

กายคตาสติ เทศนา โดย ท่านหลวงพ่อจรัญ ทักขญาโณ

สาธุ สาธุ สาธุ

                                                        ปฏิบัติบูชา ในแบบ กายคตาสติ
                                                     โดย หลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ