สวัสดีครับ
เริ่มจากเรื่องทางโลก:
นิทาน เรื่อง นักสะสมเหรียญกษาปณ์
ในแต่ละวัน หลังจากซื้อของ รับเงินถอนตามปกติ นักสะสม คนนี้เขาจะเอาเหรียญที่ได้มา ดูๆ แล้วก็ใส่กระปุกไว้ แต่มีเหรียญบางแบบที่ เขาจะสะสมไว้ ด้วยความรู้ และ ประสบการณ์ หลายปีก่อนเขาได้ยินข่าวเรื่อง การออกเหรียญ 2 บาท และพบว่า เหรียญ 2 บาทปี 2548 มีจำนวนผลิตเพียง 4 ล้านเหรียญ กับ เหรียญปี 2550 ที่ตั้งยอดไว้ 200 กว่าล้านเหรียญ แต่ ก็มีการเปลี่ยนสีเหรียญ 2 บาทเป็นสีทองเสียก่อน
ดังนั้นเขาและเพื่อนๆ นักสะสมเหรียญกษาปณ์ จำนวนมากจึงรู้ว่า เหรียญ 2 บาท ปี 48 กับ ปี 50 หายากมาก (ใครไม่เชื่อ เชิญลองครับ ให้เวลา 1 เดือนเลย ลองหาหนึ่งใน 2 เหรียญนี้ให้เจอ ฮ่ะๆๆๆ) อันนี้หมายถึงเหรียญ 2 บาทสีเงินนะครับ
ผ่านไปนานปี ขนาดว่าพยายามคัด และเก็บ แต่เขาได้ เหรียญ 2 บาทดังกล่าว มานิดหน่อยเท่านั้น แต่ ถึงเวลานี้ อยากจะหาไว้สักเหรียญ ก็ยากแล้วครับ แม้เขาคนนั้นจะมีเหรียญอยู่นิดเดียว แต่ก็เป็นหนึ่งคนในประเทศไทย ที่ได้ครอบครองเหรียญหายากนี้ล่ะ อ้อจุดเด่นของเหรียญ 2 บาทนี้คือแม่เหล็กดูดติดครับ
แจ่มไหมล่ะ?
กลับมาสู่เรื่องธรรมะ:
นิทานดังกล่าวข้างต้นเป็นธรรมชาติ ของโลกครับ ยังมีเรื่องราว อีกมาก ที่คล้ายๆ แบบนี้ และ ยังมีอย่างนี้ตลอดไป แน่นอน ในทางธรรมะ เทียบได้กับอะไร
1.การศึกษาพระธรรมตามพุทธวจนะ คือตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสั่งสอน ก็คล้ายๆ กับ การศึกษาถึงเนื้อหาว่า เหรียญอะไร ออกปี ไหนจำนวน เท่าไร จนพบจุดสำคัญ ว่าเหรียญใดมีคุณค่าน่าสะสม ก็เหมือนเราได้ พบ อริยสัจ 4, การทำสมาธิ อะไรในแนวนี้
2. ต่อมา เรามีความรู้ในข้อธรรมมากขึ้น ก็เริ่มปฏิบัติ และ บอกบุญคนรู้จัก สร้างศรัทธา ให้พวกเขาเหล่านั้น แต่ตัวเรา ก็พยายามปฏิบัติไม่ลดละ งานทางโลกก็ทำ ขณะที่ งานทางธรรมก็ไม่ล้มเลิก ล้มลุกคลุกคลาน บ้าง ก็ไม่เลิกทำ
อันนี้ก็เหมือนการสะสมเหรียญของนักสะสมคนดังกล่าว เขารู้ข้อมูลแล้วก็เริ่มเก็บเหรียญ แต่ก็บอกเพื่อนๆ คนรู้จักไปด้วย เพียงแต่ บางคนหัวเราะ บางคนฟังเฉยๆ ไม่ได้สนใจอะไร
เขาก็สะสมไป พบปัญหาบ้าง บางทีรอเป็นปีๆ กว่าจะได้สักเหรียญก็มี
3. จนวันหนึ่ง ผ่านไปนานปี นักสะสมก็พบว่า มีประกาศต้องการเหรียญ ปี 48 กับ 50 กันใหญ่ เริ่มเห็นพ่อค้ามากว้านซื้อยกล็อตกันบนเว็บ เพราะจะเอาไปเก็งกำไร แล้วเหรียญก็เริ่มหายไปจากสารบบ แทบหาตามร้านค้า จากการซื้อของ หมุนเวียนไม่ได้เลย หรือ หาไม่ได้อีกเลย ทันใดนั้น และ จากนี้ตลอดไปเหรียญ ปี 48 กับ 50 ก็ได้กลายเป็นเหรียญหายากของไทย และของโลก ไปอีก 1 เหรียญ ไม่ต้องมองเรื่องราคานะครับ มองแค่ความภาคภูมิใจที่จะเก็บเหรียญแบบนี้ไว้ให้ลูกหลาน ได้ชม นี่ ประเมินค่าไม่ได้นะ คล้ายๆ กับบรรดาเหรียญพระ นั่นล่ะครับ จริงๆ เหรียญต่างๆ ของเราก็มีพระนะครับ พระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยนั่นเอง
การปฏิบัติธรรมะ ก็คล้ายๆ กัน คือ เราศึกษามาระยะหนึ่ง ก็พบว่า ดี ก็บอกต่อ แต่เราบังคับใครให้เชื่อไม่ได้ แม้จะเห็นว่า ชีวิตนี้สั้นนัก เวลาไม่ใช่ข้ออ้างในการสั่งสมบุญบารมีตุนไว้ในชาตินี้ และ ชาติหน้า แต่เราบังคับใจใครไม่ได้
ตัวเราก็เร่งทำไป ผ่านอุปสรรคกับจิตใจนี้มามาก และต่อไปก็ต้องมี แต่ เราก็เห็นผลเลิศที่รออยู่ในวันหน้า ที่ไม่ไกล เพราะ ชีวิตนี้นั้นสั้นนัก นั่นเอง และยังเห็นการพัฒนาการเป็นลำดับ ของจิตคำพระท่านว่า ว่ามีจริงๆ เราก็ยิ่งศรัทธา จากนั้น เราก็ทำของเราไป ทำอย่างใจแจ่มใสสดชื่น ไม่ลดละ
จนวันคืนผ่านไป เราต้องบรรลุยังจุดอันเป็นกุศล ระดับใดระดับหนึ่งเป็นแน่แท้ เพราะตั้งใจทำ ตามอิทธิบาท 4 ถ้าขณะนั้น มีวาสนาอายุยืน และสิ้นชีวิตลง เรามี สุขคติ เป็นที่หมายก็ย่อมเป็นของแน่
แต่ คนอื่นที่เราเคยบอก เคยชวนล่ะ เมื่อถึงวันแล้ว นาที ใกล้ดวงจิตสุดท้ายลอยล่อง ไปชาติภพหน้า ในภาวะที่จิตใจอ่อนลงเหลือเกิน เกิดมีนิมิตร้ายขึ้นมาจะเอาอะไรมาต้าน คงหวังอบายเป็นแน่แท้
เทียบให้เห็นภาพก็ เอาตอนมีชีวิตนี่ล่ะ เคยดีใจมากๆ ไหม ตอนนั้นใจเป็นอย่างไร
โลกนี้ดีมาก น่าอยู่ จนไม่อยากเชือว่า ต่อมา อีก ปี หลายปี สิบปี ยี่สิบปี จะมีเรื่อง ทุกข์มากมาย
จนเบื่อโลก จิตจะหดหู่ แต่ต่อมาชีวิตก็เริ่มปรับตัวได้แล้วก็มีชีิวิตมาได้
ไอ้ดวงจิตสุดท้ายตอนเสียชีวิตนี่ล่ะครับ คล้ายๆ กัน แต่กำลังมันอ่อนมาก สิ่งที่แวบเข้ามา มันทานไม่ค่อยได้ เหมือนตอนมีชีิวิตนะครับ เกิดแวบมาเป็นทุ่งหญ้า ต้นไม้ นี่ เกิดเป็นสัตว์มี % สูงมาก
ทำอย่างไร ให้ดวงจิตมันมีกำลังแรง ต้านนิมิตร้ายๆ ได้ ก็ด้วย กุศลสิครับ อย่างที่ผมเคยบอกไว้
อามิสบูชา หรือ ปฏิบัติบูชา ท่านมีเวลาทำเท่าที่ท่านพอใจ รีบออกกำลังจิตกุศลไว้ครับ ถึงวันจะได้ไม่มีความหวาดผวาใดๆ มีแต่จิตอันเกษม จริงไหม? อ้อแถมอีกข้อ อย่าลืม ลด ละ เลิก อกุศล และ สร้าง กับ รักษากุศล ขอให้ทำให้ยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดชีวิตครับ พบกันในเส้นทางแห่งธรรมะครับ
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
Monday, April 21, 2014
พระธรรมจากพระนิพนธ์ของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สวัสดีครับ
ไม่นานมานี้ ผมได้ทำความสะอาดห้องและพบ กล่องเก็บของที่วางทิ้งไว้นานแล้วของผมเอง ก็ลองเปิดดูในนั้น มีหนังสือเล่มเล็กๆ สีน้ำเงิน หน้าปก โปรยด้วยอักษรคล้ายๆ พู่กัน เขียนว่า
"ชีวิตนี้สำคัญนัก"
พอดีเห็นแล้วก็สะดุดใจมาก เพราะในระยะนี้ มีแนวคิดเรื่อง ชีวิตนี้สั้นนัก มักจะคุยกับผู้ใหญ่ที่นับถือ และ เขียนในบทความ ว่า เทียบไปแล้ว ชีวิตคนเอาอย่างมาก สุขภาพดีๆ จริงๆ นะครับ 120 ปี นี่ตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่ เราชาวพุทธ รู้ว่า ตายไปต้องเวียนว่ายอีกนานแสนนาน ไปดี ก็ดีไป ไปอบายนี่ เซ็งสุดๆ จริงไหม
จากนั้นเมื่อเห็น พระนาม ของผู้เขียนก็เกิดแรงศรัทธาอย่างยิ่ง เพราะเป็น งานพระนิพนธ์ของ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งเป็นพระ ที่ผมนับถือมากพระองค์หนึ่ง
เมื่อเปิดเข้าไปอ่านบทแรก ก็ปลาบปลื้มใจบอกไม่ถูก เพราะมี วลีคล้ายๆ แบบนี้ว่า (ผมขอถอดความมาเรียบเรียงใหม่ แบบเล่าจากความจำนะครับ)
"ชีวิตนี้สำคัญนัก เพราะว่า ชีวิตนี้สั้นนัก"
แบบนี้กระผมผู้กำลังมีศรัทธาในความเชื่อเรื่อง ตายแล้วเกิด หรือ วัฏสงสาร จะไม่ให้ ปลาบปลื้มได้อย่างไร ทว่า ผมได้รับแนวคิด จากหนังสือเล่มนี้ มาเติมเต็ม เตือนสติของผม ให้เชื่อว่า ชีวิตนี้สั้นนักมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อ พระองค์ ทรงเน้นเรื่อง ชาติที่ผ่านมาด้วย แนวความคิดจะเป็นแบบนี้
..เมื่อเทียบชีวิตในชาตินี้ กับชาติก่อนที่ผ่านมา จนนับไม่ถ้วน หาจุดเริ่มต้นมิได้ ...
เทียบกับชีวิตในชาตินี้ของคนเรา ชีวิตในชาตินี้ย่อมสั้นนัก...
ผมลืมคิดไปครับ นึกถึงว่า มีชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า ผมศรัทธาและเชื่อตามนี้ อย่างมั่นใจ แต่เน้นเรื่องชาตินี้ กับ ชาติหน้ามากจนเกินไป คือ คิดเพียงครึ่งเดียว พอกระผมมาได้อ่านพระนิพนธ์ของพระองค์ท่าน ทำให้กระผม ได้รับการเติมเต็ม ครับ จนครบรอบของ สัมมาทิฐิ ตามที่ควรเป็น
ท่านยังทรงแจกแจงให้เห็นอีกว่า
กรรมดี ย่อมให้ผลดี เสมอ และ
กรรมชั่ว ย่อมให้ผลชั่ว เสมอ
จากนั้นทรงเน้นย้ำอีกว่า
ผลที่ดีย่อมมา จากกรรมที่ดี
ผลที่ไม่ดี ย่อมมาจากกรรมที่ไม่ดี
และ
ผลที่ดี จะมาจาก กรรมที่ไม่ดี ไม่ได้เลย
ผลที่ไม่ดี ก็จะมาจาก กรรมที่ดี ไม่ได้เลย
เท่านี้จบครับ ถ้าเราเป็นชาวพุทธ เราต้องเชื่อตามนี้ และ แนวคิดเรื่อง ชาติในอดีตที่เราเกิดมาจนนับไม่ถ้วนนี่ล่ะ ที่มาทำให้ศรัทธาในข้อนี้ มีความเหนียวแน่นยิ่งขึ้นไปอีก
นั่นคือ
จากจำนวนภพชาตินับไม่ถ้วนในอดีตนั้น กรรมดี ไม่ดี ได้ส่งผลให้เราได้มาเกิดเป็น มนุษย์ และ ด้วยการมีการเวียนว่ายตายเกิดจริง และ กรรมตามมาส่งผลมีจริง นั่นคือ สิ่งที่ทำให้ คนเราต่างกัน ไม่มีใครเหมือนกันหมด หากกฏแห่งกรรมไม่มีจริง คนเราเกิดมาก็ต้องเหมือนกันหมดจริงไหม
การที่คนไม่ดี เจริญรุ่งเรือง ไม่ใช่กฎแห่งกรรมไม่มี แต่ เพราะ กรรมฝ่ายดียังหนุนเนื่องเขาอยู่ และมีแรงกำลังมากกว่าต่างหาก แต่ ด้วยหลัก เหตุไม่ดี ย่อมให้ผลไม่ดี เขาต้องรับกรรมไม่ดีแน่นอน ไม่มียกเว้น ไม่ชาตินี้ ก็ชาติหน้า ไม่เร็วๆ นี้ ก็อีกไม่นาน ภายภาคหน้า
ท่านทรงเปรียบให้คิดกันง่ายๆ ว่า จำนวนภพชาติที่คนเราเกิด ตาย เวียนว่ายตายเกิด ไปตามภพภูมิต่างๆ นั้น มีนับไม่ถ้วน มีความซับซ้อน มากยากต่อการจะมานั่งวิเคราะห์ คล้ายๆ กับ การเขียนหนังสือ
เริ่มแรกเราเขียนไป 1 หน้า จากนั้นเขียนทับลงใบในหน้าเดิม เขียนทับแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนดำพรืดไปหมด ท้ายที่สุดก็ไม่อาจรู้ได้ว่า กรรมใด ส่งผลมาตอนไหน อย่างไร
ผมลองนึกตาม เขียนลายเส้นเป็นตัวอักษร สมมติว่า เขียนบันทึกไดอารี ของทุกวัน ใน 1 ปี เอาแค่นี้เขียนลงในหน้าเดียวทับๆ กันไปเรื่อยๆ งงสิครับ มันคงเห็นแต่ลายเส้นทับๆ กัน อ่านไม่ออกแน่ๆ เห็นภาพทันตาเลย สาธุ สาธุ สาธุ
ท่านยังทรงนิพนธ์ไว้อีกว่า ข้อดีของกรรมคือ พอจะคิดย้อนกลับไปได้ ว่าในอดีตคนแบบนี้ๆ ทำสิ่งดีหรือไม่ดีมา โดยดูจากผลที่กำลังสำแดงอยู่ เช่น
คนนี้มีแต่ความสุข พบความสำเร็จ ชีวิตดี แบบนี้ คือ ทำกรรมดีมาจำนวนมาก หรือ มีกำลังของกรรมดีส่งผลให้เขาอยู่
ขณะที่กรรมไม่ดี ก็จะส่งผลในทางตรงกันข้าม
ท่านยังเน้นเรื่อง การให้อภัย ไม่จองเวรกัน และ การขออภัย ขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรอีกด้วย
ซึ่งผมเชื่อ เพราะแนวคิดนี้ จำได้ว่า ผมได้ทำไว้เมื่อราวๆ 5-6 ปีก่อน ปัจจุบันก็ยังทำอยู่ครับ ยิ่งเห็นการเวียนว่ายตายเกิด เห็นคนจองเวรเรา ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะเป็น เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ก็ได้คิดว่า ชาติก่อนเราทำเขาไว้เยอะ เขาจึงมาเอาคืน (ตามกติกา ว่าเขาไม่ได้) ซึ่งหากไม่มีเวรกรรมต่อกัน อย่างไรเขาก็ทำอะไรเราไม่ได้
จึงมีเวรกรรมกัน ก็อโหสิกรรมไปเสีย ชาตินี้ ชาติหน้า จะได้ไม่ต้องจองเวรกันให้เมื่อย ครับ และกรรมไม่ดีที่ไปทำกับใครไว้ ทั้งตั้งใจ (ตามกิเลส) และ ไม่ตั้งใจ (เผลอไผลไม่รู้) ก็ได้แต่ตั้งใจ อุทิศส่วนกุศล และขออโหสิกรรม อย่างจริงใจ (ท่านทรงเน้นไว้) ผลก็อยู่ที่ เจ้ากรรมนายเวร ครับ เราทำส่วนของเรา เจ้ากรรมนายเวร ก็ทำส่วนของท่าน
คิดแบบนี้ แล้วมันยุติธรรม เพราะ ทำอะไรไว้ต้องชดใช้ ขณะที่ชาตินี้ เรามีโอกาส รำลึก ขอโทษ ก็ทำสิครับ เรียกว่า เป็นชาติแห่งโอกาส กลับเนื้อกลับตัวครับ จากนั้น ก็เร่งบำเพ็ญเพียรสร้างกุศลกันมากๆ ครับ
แนวคิดที่ควรเน้นกัน ที่จดจำไว้แล้ว จะจำง่ายๆ คือ
สัมมาวายาโม หนึ่งในมรรค มีองค์ 8 นั่นคือ
หมั่น ลด ละ เลิก อกุศลกรรม ขณะที่
หมั่น สร้าง กุศลกรรมใหม่ และ รักษา กุศลกรรม เดิมไว้
แบบนี้ จำไม่ได้ ก็ไม่ไหวนะครับ ง่ายสุดๆ แล้ว จำได้ ต้องทำ ทำไป จาก วัน เป็น เดือน เป็น ปี เป็นหลายสิบปี รู้ตัวอีกที ตุนกุศลกรรมไว้จังเบอร์ ก็สบายไปสิครับ เรียกว่า สวรรค์เปิด ปิดอบายกันล่ะ
แล้วจะทำกุศลแบบไหนดี ผมในฐานะผู้พอมีความรู้มาบ้าง ขอแนะนำ กว้างๆ อย่าถือเป็นตำรานะครับ
ของแท้ ต้องผู้รู้ หรือ พระนะครับ ผมแค่ บอกแบบกว้างๆ
1.อามิสบูชา คือ ทำกุศลด้วยสิ่งของ กำลัง เป็นต้น
2. ปฏิบัตืบูชา คือ การบำเพ็ญสมาธิ มี 2 นัย คือ แบบสมถะ และ แบบวิปัสนา
ซึ่งข้อ 2 นี้พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญครับ
ก็ดีทั้งสองข้อ ลองศึกษากันดู ครับผม
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
ไม่นานมานี้ ผมได้ทำความสะอาดห้องและพบ กล่องเก็บของที่วางทิ้งไว้นานแล้วของผมเอง ก็ลองเปิดดูในนั้น มีหนังสือเล่มเล็กๆ สีน้ำเงิน หน้าปก โปรยด้วยอักษรคล้ายๆ พู่กัน เขียนว่า
"ชีวิตนี้สำคัญนัก"
พอดีเห็นแล้วก็สะดุดใจมาก เพราะในระยะนี้ มีแนวคิดเรื่อง ชีวิตนี้สั้นนัก มักจะคุยกับผู้ใหญ่ที่นับถือ และ เขียนในบทความ ว่า เทียบไปแล้ว ชีวิตคนเอาอย่างมาก สุขภาพดีๆ จริงๆ นะครับ 120 ปี นี่ตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่ เราชาวพุทธ รู้ว่า ตายไปต้องเวียนว่ายอีกนานแสนนาน ไปดี ก็ดีไป ไปอบายนี่ เซ็งสุดๆ จริงไหม
จากนั้นเมื่อเห็น พระนาม ของผู้เขียนก็เกิดแรงศรัทธาอย่างยิ่ง เพราะเป็น งานพระนิพนธ์ของ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งเป็นพระ ที่ผมนับถือมากพระองค์หนึ่ง
เมื่อเปิดเข้าไปอ่านบทแรก ก็ปลาบปลื้มใจบอกไม่ถูก เพราะมี วลีคล้ายๆ แบบนี้ว่า (ผมขอถอดความมาเรียบเรียงใหม่ แบบเล่าจากความจำนะครับ)
"ชีวิตนี้สำคัญนัก เพราะว่า ชีวิตนี้สั้นนัก"
แบบนี้กระผมผู้กำลังมีศรัทธาในความเชื่อเรื่อง ตายแล้วเกิด หรือ วัฏสงสาร จะไม่ให้ ปลาบปลื้มได้อย่างไร ทว่า ผมได้รับแนวคิด จากหนังสือเล่มนี้ มาเติมเต็ม เตือนสติของผม ให้เชื่อว่า ชีวิตนี้สั้นนักมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อ พระองค์ ทรงเน้นเรื่อง ชาติที่ผ่านมาด้วย แนวความคิดจะเป็นแบบนี้
..เมื่อเทียบชีวิตในชาตินี้ กับชาติก่อนที่ผ่านมา จนนับไม่ถ้วน หาจุดเริ่มต้นมิได้ ...
เทียบกับชีวิตในชาตินี้ของคนเรา ชีวิตในชาตินี้ย่อมสั้นนัก...
ผมลืมคิดไปครับ นึกถึงว่า มีชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า ผมศรัทธาและเชื่อตามนี้ อย่างมั่นใจ แต่เน้นเรื่องชาตินี้ กับ ชาติหน้ามากจนเกินไป คือ คิดเพียงครึ่งเดียว พอกระผมมาได้อ่านพระนิพนธ์ของพระองค์ท่าน ทำให้กระผม ได้รับการเติมเต็ม ครับ จนครบรอบของ สัมมาทิฐิ ตามที่ควรเป็น
ท่านยังทรงแจกแจงให้เห็นอีกว่า
กรรมดี ย่อมให้ผลดี เสมอ และ
กรรมชั่ว ย่อมให้ผลชั่ว เสมอ
จากนั้นทรงเน้นย้ำอีกว่า
ผลที่ดีย่อมมา จากกรรมที่ดี
ผลที่ไม่ดี ย่อมมาจากกรรมที่ไม่ดี
และ
ผลที่ดี จะมาจาก กรรมที่ไม่ดี ไม่ได้เลย
ผลที่ไม่ดี ก็จะมาจาก กรรมที่ดี ไม่ได้เลย
เท่านี้จบครับ ถ้าเราเป็นชาวพุทธ เราต้องเชื่อตามนี้ และ แนวคิดเรื่อง ชาติในอดีตที่เราเกิดมาจนนับไม่ถ้วนนี่ล่ะ ที่มาทำให้ศรัทธาในข้อนี้ มีความเหนียวแน่นยิ่งขึ้นไปอีก
นั่นคือ
จากจำนวนภพชาตินับไม่ถ้วนในอดีตนั้น กรรมดี ไม่ดี ได้ส่งผลให้เราได้มาเกิดเป็น มนุษย์ และ ด้วยการมีการเวียนว่ายตายเกิดจริง และ กรรมตามมาส่งผลมีจริง นั่นคือ สิ่งที่ทำให้ คนเราต่างกัน ไม่มีใครเหมือนกันหมด หากกฏแห่งกรรมไม่มีจริง คนเราเกิดมาก็ต้องเหมือนกันหมดจริงไหม
การที่คนไม่ดี เจริญรุ่งเรือง ไม่ใช่กฎแห่งกรรมไม่มี แต่ เพราะ กรรมฝ่ายดียังหนุนเนื่องเขาอยู่ และมีแรงกำลังมากกว่าต่างหาก แต่ ด้วยหลัก เหตุไม่ดี ย่อมให้ผลไม่ดี เขาต้องรับกรรมไม่ดีแน่นอน ไม่มียกเว้น ไม่ชาตินี้ ก็ชาติหน้า ไม่เร็วๆ นี้ ก็อีกไม่นาน ภายภาคหน้า
ท่านทรงเปรียบให้คิดกันง่ายๆ ว่า จำนวนภพชาติที่คนเราเกิด ตาย เวียนว่ายตายเกิด ไปตามภพภูมิต่างๆ นั้น มีนับไม่ถ้วน มีความซับซ้อน มากยากต่อการจะมานั่งวิเคราะห์ คล้ายๆ กับ การเขียนหนังสือ
เริ่มแรกเราเขียนไป 1 หน้า จากนั้นเขียนทับลงใบในหน้าเดิม เขียนทับแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนดำพรืดไปหมด ท้ายที่สุดก็ไม่อาจรู้ได้ว่า กรรมใด ส่งผลมาตอนไหน อย่างไร
ผมลองนึกตาม เขียนลายเส้นเป็นตัวอักษร สมมติว่า เขียนบันทึกไดอารี ของทุกวัน ใน 1 ปี เอาแค่นี้เขียนลงในหน้าเดียวทับๆ กันไปเรื่อยๆ งงสิครับ มันคงเห็นแต่ลายเส้นทับๆ กัน อ่านไม่ออกแน่ๆ เห็นภาพทันตาเลย สาธุ สาธุ สาธุ
ท่านยังทรงนิพนธ์ไว้อีกว่า ข้อดีของกรรมคือ พอจะคิดย้อนกลับไปได้ ว่าในอดีตคนแบบนี้ๆ ทำสิ่งดีหรือไม่ดีมา โดยดูจากผลที่กำลังสำแดงอยู่ เช่น
คนนี้มีแต่ความสุข พบความสำเร็จ ชีวิตดี แบบนี้ คือ ทำกรรมดีมาจำนวนมาก หรือ มีกำลังของกรรมดีส่งผลให้เขาอยู่
ขณะที่กรรมไม่ดี ก็จะส่งผลในทางตรงกันข้าม
ท่านยังเน้นเรื่อง การให้อภัย ไม่จองเวรกัน และ การขออภัย ขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรอีกด้วย
ซึ่งผมเชื่อ เพราะแนวคิดนี้ จำได้ว่า ผมได้ทำไว้เมื่อราวๆ 5-6 ปีก่อน ปัจจุบันก็ยังทำอยู่ครับ ยิ่งเห็นการเวียนว่ายตายเกิด เห็นคนจองเวรเรา ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะเป็น เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ก็ได้คิดว่า ชาติก่อนเราทำเขาไว้เยอะ เขาจึงมาเอาคืน (ตามกติกา ว่าเขาไม่ได้) ซึ่งหากไม่มีเวรกรรมต่อกัน อย่างไรเขาก็ทำอะไรเราไม่ได้
จึงมีเวรกรรมกัน ก็อโหสิกรรมไปเสีย ชาตินี้ ชาติหน้า จะได้ไม่ต้องจองเวรกันให้เมื่อย ครับ และกรรมไม่ดีที่ไปทำกับใครไว้ ทั้งตั้งใจ (ตามกิเลส) และ ไม่ตั้งใจ (เผลอไผลไม่รู้) ก็ได้แต่ตั้งใจ อุทิศส่วนกุศล และขออโหสิกรรม อย่างจริงใจ (ท่านทรงเน้นไว้) ผลก็อยู่ที่ เจ้ากรรมนายเวร ครับ เราทำส่วนของเรา เจ้ากรรมนายเวร ก็ทำส่วนของท่าน
คิดแบบนี้ แล้วมันยุติธรรม เพราะ ทำอะไรไว้ต้องชดใช้ ขณะที่ชาตินี้ เรามีโอกาส รำลึก ขอโทษ ก็ทำสิครับ เรียกว่า เป็นชาติแห่งโอกาส กลับเนื้อกลับตัวครับ จากนั้น ก็เร่งบำเพ็ญเพียรสร้างกุศลกันมากๆ ครับ
แนวคิดที่ควรเน้นกัน ที่จดจำไว้แล้ว จะจำง่ายๆ คือ
สัมมาวายาโม หนึ่งในมรรค มีองค์ 8 นั่นคือ
หมั่น ลด ละ เลิก อกุศลกรรม ขณะที่
หมั่น สร้าง กุศลกรรมใหม่ และ รักษา กุศลกรรม เดิมไว้
แบบนี้ จำไม่ได้ ก็ไม่ไหวนะครับ ง่ายสุดๆ แล้ว จำได้ ต้องทำ ทำไป จาก วัน เป็น เดือน เป็น ปี เป็นหลายสิบปี รู้ตัวอีกที ตุนกุศลกรรมไว้จังเบอร์ ก็สบายไปสิครับ เรียกว่า สวรรค์เปิด ปิดอบายกันล่ะ
แล้วจะทำกุศลแบบไหนดี ผมในฐานะผู้พอมีความรู้มาบ้าง ขอแนะนำ กว้างๆ อย่าถือเป็นตำรานะครับ
ของแท้ ต้องผู้รู้ หรือ พระนะครับ ผมแค่ บอกแบบกว้างๆ
1.อามิสบูชา คือ ทำกุศลด้วยสิ่งของ กำลัง เป็นต้น
2. ปฏิบัตืบูชา คือ การบำเพ็ญสมาธิ มี 2 นัย คือ แบบสมถะ และ แบบวิปัสนา
ซึ่งข้อ 2 นี้พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญครับ
ก็ดีทั้งสองข้อ ลองศึกษากันดู ครับผม
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
Thursday, April 17, 2014
ตอบปัญหาธรรมะ โดย ท่านหลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ เรื่องแนวทางการทำสมาธิให้ยิ่งขึ้นไป
สาธุ สาธุ สาธุ
ติดตาม คำเทศนาเพิ่มเติมในหลากหลายหัวข้อ
ได้ใน Youtube.com
ปล. ช่วยแชร์กันให้มากๆ ครับ นับว่าเป็นการ ให้ธรรมะเป็นทาน อย่างยิ่ง ขออนุโมนา
เจ้าของคลิป และ รายการด้วยครับ
ด้วยจิตนอบน้อมและคารวะ
คุณบอลล์
ได้ใน Youtube.com
ปล. ช่วยแชร์กันให้มากๆ ครับ นับว่าเป็นการ ให้ธรรมะเป็นทาน อย่างยิ่ง ขออนุโมนา
เจ้าของคลิป และ รายการด้วยครับ
ด้วยจิตนอบน้อมและคารวะ
คุณบอลล์
แนวทางปฏิบัติธรรมแบบถูกวิธี เทศนาโดย หลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ
สาธุ สาธุ สาธุ
ติดตามคลิปอื่นๆ ได้จาก Youtube.com
Wednesday, April 16, 2014
สัมมาสมาธิ และ มิจฉาสมาธิ คืออะไร เทศนาโดย หลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ
สาธุ สาธุ สาธุ
โดย ท่านหลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ
(ฟังธรรมคลิปอื่นๆ ได้บน Youtube.com)
โดย ท่านหลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ
(ฟังธรรมคลิปอื่นๆ ได้บน Youtube.com)
กายคตาสติ เทศนา โดย ท่านหลวงพ่อจรัญ ทักขญาโณ
สาธุ สาธุ สาธุ
ปฏิบัติบูชา ในแบบ กายคตาสติ
โดย หลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ
โดย หลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ
การปฏิบัติบูชา และ การมีชีวิตอยู่ในสังคม ปัญหา หรือ ความท้าทาย?
สวัสดีครับ
การที่คนเราได้มีโอกาส รับรู้ รับฟัง การมีอยู่ของ สิ่งที่เรียกว่า การปฏิบัติบูชา (อ่านความหมาย) และได้นับถือพุทธศาสนา ถือว่าเป็นวาสนายิ่งแล้ว และหากได้บำเพ็ญเพียร การปฏิบัติบูชา เช่นการ ทำสมาธิ ทั้ง สมถะ และ / หรือ วิปัสนา ก็ยิ่งเป็นวาสนายิ่งขึ้นไปอีก
เพราะการปฏิบัติบูชา นัยหนึ่งคือการช่วยสืบอายุพระศาสนา โดยเราทำสมาธิตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอน และ ปฏิบัติตามข้อธรรมของพระองค์ นั่นเอง พระพุทธเจ้าท่านได้ยกย่องการปฏิบัติบูชานี้ไว้มาก จึงไม่ต้องมัวถามเรื่อง บุญกุศล ว่าจะมากล้นเพียงใด
ความสุขในโลก ในระดับทั่วไปอย่างผมและคุณผู้อ่าน เรามีความสุขจากอะไร ลองตามผมมานะครับ
โลกนี้ ในทางศาสนาอาจเรียกว่า มัชฌิมาโลก หรือ โลกกลางๆ ที่พระท่านว่า ไปไหนก็ได้ แต่ทุกคนบนโลก ที่เป็นคน มีสิทธิเลือกว่า จะทำดี หรือ ทำชั่ว จริงๆ แล้ว เป็นโลกที่บำเพ็ญเพียรได้ดี คือ ทำได้ตั้งแต่ สามารถเปลี่ยนตัวเอง จากสัตว์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ไปเป็น พระอรหันต์ ผู้พ้นจากวัฏสงสาร ไปจนเปลี่ยนตัวเอง ไปคนละด้าน คือ ลงนรกขุมต่ำสุดและลึกสุด ทรมานนับปีไม่ได้ ก็ยังได้ หรือกลับมาเป็นคนอีก หรือ เป็นเปรต อสูรกาย เป็นเทวดา พรหม ฯลฯ
เรียกว่า เกิดเป็นคนแล้ว คุณมีอิสรภาพมากแล้วครับ อย่ามัวแสวงหาตัวเองอยู่เลย เพราะนั่นคล้ายๆ กับคุณคิดว่า มีชาติเดียวแล้วสูญ ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะคนกลับชาติมาเกิด ระลึกชาติได้ และชี้คนบอกชื่อได้ถูกหมด มีให้เห็นทั่วโลก แค่ข้อนี้ก็ไม่น่า สงสัยแล้วนะครับ
เมื่อเรามาเกิดบนโลก สำหรับผม ผมมองว่า มันคล้ายๆ กับเป็นที่ให้เรา วัดใจครับ ว่าตัวเราแท้ๆ เป็นอย่างไร เป็นคนไม่เอาอะไรเลย เป็นคนเฉยๆ เป็นคนเอาแน่ไม่ได้ เป็นคนกัดไม่ปล่อย โอยสารพัด โดยมีด่านต่างๆ มาให้เล่น ให้ผ่านตลอดชีวิต จนดวงจิตสุดท้าย จึงได้ได้ผลสอบ
เมื่อเรารู้ทัน ตามธรรมะของพระพุทธเจ้า เรายังประมาทก็ใช่ที่ มาเร่งปฏิบัติบูชากันดีกว่าครับ ทำยากไหม เจ้าปฏบัติบูชานี่น่ะ ผมคิดว่าไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย
ผมขอเล่าประสบการณ์เร็วๆ นี้ให้ฟังกัน
อยู่ ขณะที่ผมกำลังล้างภาชนะหม้อต้มอย่างหนึ่ง ขอบด้านในที่โรงงานพับซ่อนไว้ ซึ่งคมจริงๆ มันบาดนิ้วผม ลึกถึง 2 นิ้ว และเลือดสาดเลย ออกมาเยอะมากผมรีบฉีดน้ำล้างแผล แล้วพันผ้ากดแผลไว้แล้วรีบไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล ตกใจมาก แต่มีสติพอที่จะคว้ากระเป๋าเงินและบัตรต่างๆ ไปด้วย
นาทีสุดท้ายก่อนมันจะบาดมือผม ผมยังคิดว่า เดี๋ยงล้างเสร็จ เปรมกูล่ะ อยู่ในใจเพราะจะต้มสุกี้กินให้สบายใจเฉิบ พร้อมดูหนังที่ชอบ เอนหลังสบายๆ อีก 1 วินาทีต่อมา โดนบาดเป็นแผลลึกและยาว เลือดออกเหมือนน้ำ ตกใจมาก... นี่ล่ะไม่เที่ยง
ไปถึงโรงพยาบาลมีผู้ช่วยพยาบาลมาทำแผลเรียบร้อย รออีกพักใหญ่คุณหมอมาก็ตรวจและวินิจฉัยว่า ต้องเย็บเพราะแผลกว้างจริงๆ งานนี้ 10 เข็ม เชื่อไหมครับ เมื่อกี้ยังจะนั่งดูหนังกินสุกี้ต้มเองอยู่เลย
และจากวันนั้นผมต้องไปล้างแผลทุกวัน ติดๆ กัน 7 วัน โดยไม่ได้กลับไปพักร้อนที่บ้าน และพอถึงนัดคุณหมอให้ต่ออีก 5 วันเพราะแผลยังบวมกว่าจะได้ตัดไหม
ผู้อ่านเชื่อไหม ผมซึ่งศึกษาธรรมะมาเรื่อยๆ นั่งสมาธิมาเรื่อยๆ ได้คิด 3 เรื่องในวันนั้น
1.ผมยังมีศรัทธาในพุทธศาสนาเต็มเปี่ยมจริงๆ เพราะไม่มีคิดว่า ทำบุญไหว้ำพระแล้ว จะหนังเหนียว อะไร ก็เหตุปัจจัย มันครบ คือ เนื้อโดนของมีคม และมีแรงกระทำมากพอ มันก็บาด
2.ฝึกสมาธิ ก็มีสติ ผมมีเอกสารพร้อมตัดประกันสบายๆ ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา เพราะลืม จะเอาประกันต้องมีบัตร และขอตรวจบัตรประชาชนด้วย และคว้าเงินไปอีก 7000 เผิื่อเหนียว และทำแผลเบื้องต้นห้ามเลือดอีกต่างหาก
3. ผมปลงตัวเอง ไม่นึกจริงๆ ว่ามันจะเกิดแบบนี้ได้ กำลังจะสบายๆ เชิ้บๆ อยู่แท้ๆ มาได้ไงว่ะ คำว่า
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผุดออกมาจากใจเห็นกันตรงนั้นจริงๆ ไม่เที่ยงหนอๆๆ
ผมเลยคิดว่า นี่เป็นแบบนี้ ยังคิดได้ มีโอกาสรีบ กระทำปฏิบัติบูชาสะสมไว้ดีกว่ากู (ในความคิด) ชีวิตเราไม่เที่ยงจริงๆ ผมตัวใหญ่ เล่นกล้าม อ่านหนังสือมาก เรียนค่อนข้างสูง จะมีอีโก้บ้าง แต่ไม่มากอะไรตามหลักคนปฏิับัติธรรม วันนั้น เลิกหมดครับ เพราะ ท้ายที่สุด
กูก็เนื้อหุ้มกระดูก มึงก็เนื้อหุ้มกระดูก
จะเก่งมาจากไหน ไอออน แมน, ธอร์, ฮัล์ค หรือ ซุปเปอร์แมน ยอดคนมาจากไหน ก็เนื้อหุ้มกระดูก แตกต่างกันเพียง บุญวาสนา เท่านั้น
ผมได้คิดแบบนี้จริงๆ เราทำนั่นได้ ทำนี่เก่ง อันนี้เรารู้ อันนั้นคนนั้นไม่รู้ ทำอันนี้ให้คนเห็นว่าเราเก่ง หรือทำไว้เฉยๆ มึงมาเห็นเองจะได้รู้ว่ากรูไม่ธรรมดา หรือ อะไรต่างๆ ที่คิดออกไปข้างนอก ว่าสังคม หรือ คนอื่นคิดอย่างไร หากเราทำแบบนี้ ผมไม่สนมันเท่าเก่าแล้ว เพราะ
เพราะกูนี่คิดถึงเรื่องนอกตัว มากเกิน จนลืมไปว่า กูนี่ ต้องตาย และคนอื่นต้องตาย กันทั้งนั้น
นี่กูเสียเวลา ทำอะไรจมและลึกเกินไปหรือเปล่าว่ะ
ผมคิด...
จึงเริ่มหันมาคิดถึงตัวเอง ผมเป็นคนพุทธ เชื่อการเวียนว่ายตายเกิด และไม่ใช่คนพุทธที่เชื่อเท่านั้น ฮินดู และ อีกหลายศาสนาก็เชื่อ เมื่อเราเชื่อตามนั้น ต้องถามต่อไป ตายแล้วไปไหน?
ชีวิตคนเราสั้นนัก ผมคิด ดังนั้น ต้องไม่ประมาท ต้องเร่งสั่งสมบารมี บั้นปลายเป็นอย่างไร ไว้ก่อนเพราะมันต้องตายทุกคน แต่วันนี้เราเตรียมตัวหรือยัง
-รู้ว่าไม่กินข้าวจะหิวตาย เราก็รีบกิน เพราะแต่นึกถึงตอนหิวจนมึนหัว ก็สยองแล้ว
-รู้ว่าไม่อาบน้ำจะตัวเหม็น คนไม่คบ เราก็อาบกันทุกวัน
-รู้ว่า ไม่ทำงาน ไม่มีเงิน ก็ขยันทำงาน หาเงินมาเลี้ยงชีพและครอบครัว
-รู้ว่า ไม่กินน้ำจะหิวน้ำ ก็หาน้ำมากิน
แต่รู้ว่าจะต้องตาย และเชื่อเรื่อง ชาติหน้า การเวียนว่ายตายเกิด ยังประมาทกันอีกหรือ?
แต่ผมต้องทิ้งโลกจริงเพื่อไปปฏิบัติธรรมไหม นี่คือสิ่งที่คิดต่อมา ก็ได้ลองทบทวนดู ก็พบว่า มันต้องทิ้งตรงไหนหว่า สมัยพุทธกาล คนตั้งเยอะแยะที่บรรลุธรรม หรือ ปฏิบัติธรรม หรือมีชีวิตอย่างมีความสุขหลังฟังธรรมะ ของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้ต้องเป็น พระทุกคนนี่ครับ
ดังน้ั้น ในทางโลก อะไรที่ต้องรับผิดชอบ ต้องทำไปครับ อย่าทิ้งโลก ให้ธรรมะให้อยู่กับโลก แบบยึดธรรมะจริงๆ ไม่เลี่ยงบาลีก็พอแล้วครับ
อธิบาย: ต้องเข้าใจนะครับ พระที่บวชนั้น เป็นมหากุศลไม่เรียกว่าทิ้งโลก คนละเรื่องกัน เป็นการสืบพระศาสนา เป็นทางอันประเสริฐ แยกให้ถูกนะครับ
เราฆารวาส ยังมีภาระ ต้องรับผิดชอบให้เรียบร้อย หากใจคิดจะบวชก็ขออนุโมทนา เมื่อจิตเอาจริงแล้ว รับผิดชอบภาระต่างๆ แล้ว ก็เรื่องของเราจริงไหม? เพียงแต่ เป็นฆารวาส อย่ามีข้ออ้างว่าไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม ทั้งๆ ที่มีแต่กุศลให้กับตัวเราทั้งชาตินี้และขาติหน้าแท้ๆ ...สาธุ
พอนึกต่อไป การนั่งสมาธิ หรือ การปฏิบัติบูชา อันเป็นหนทางหนึ่งในการสั่งสมบารมีสำหรับชาตินี้และชาติหน้านั้น ก็ไม่ได้ใช้เวลา นานจนเบียดบังเวลาทำงานที่ตรงไหน ผมมีแนวคิดส่วนตัวดังนี้
-ระดับเจ้าหน้าทีปฏิบัติการ ทำงานเต็มเวลา และ เคลียร์งานให้เต็มกำลัง ถือเป็น อามิสบูชา
ยามว่าง กลับบ้าน นั่งสมาธิ สวดมนต์ หรือตอนเช้า หรือ ทำเช้าเย็นก็ได้ ใครบอกว่าทำไม่ได้
-ระดับผู้บริหารระดับ "กลาง" สั่งการมากขึ้น มีห้องส่วนตัวเป็นส่วนมากในการทำงาน ก็ใช้เวลาว่าง
พิจารณากาย เช่นกระทำ กายคตาสติ หรืออะไรอื่น ตลอดวันยังได้ ใครห้ามล่ะครับ
-ผู้บริหารระดับ "สูง" หลายคนเอาเวลาว่างไป โน่นนี่ เช่นตีกอล์ฟ นัดเพื่อนฝูงคุย ก็นี่ครับ ไปปฏิบัติธรรมที่วัดเลย วัดพุทธ ในประเทศพุทธศาสนา ยังต้องหากันอีกหรือ ประเทศไทย ที่ 1 อยู่แล้ว วัดเปิดตลอดวันครับ ไปปฏิบัติธรรมได้ ไปฟังธรรม เป็นต้น ท่านจะตีกอล์ฟ กันได้กี่ปีครับ
ดังนั้นการปฏิบัติบูชา ไม่ใช่เรื่องของการต่อต้านโลก ไม่เอาโลก แต่สำหรับผม คือการใช้ธรรมะอยู่กับโลก แบบฝึกตน แบบขัดเกลา ดังที่ หลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ ช่องดาวเทียม วัดสังฆทาน
ท่านกล่าวไว้ เช่น
... หากเราโกรธ แต่ตัวเรานั้นพิจารณา กายคตาสติ การมองเห็นตัวเองอยู่ ก็ให้
...โกรธแต่ได้ในใจ เท่านั้น อย่าแสดงออกมา ทางกาย และ วาจา
ท่านยังกล่าวไว้ในโิอกาสอื่นอีกว่า กายคตาสติ พอมีอารมณ์ฟุ้งซ่านออกจากตัว
โลภ โกรธ หลง ก็ให้ดึงกลับ ทำบ่อยๆ จนจิตมันเชื่อง
หรือ ใช้สติเป็นทำนบกันไว้ แล้วจึงพิจารณาต่อ โดยการมองเห็นตัวเอง (กายคตาสติ)
(ถ่ายทอดตามที่จำความหมายได้...ผู้เขียน)
ผมลองใช้แบบลองผิดลองถูก ปรากฎว่าได้ผลพอสมควร ขณะที่เพียงเพิ่งเริ่มได้ไม่กี่วัน คือ เราจะโกรธคนแบบนี้ๆ แต่เพราะอะไร เพราะเราชอบคิดว่า
ไอ้หอกนี่มันทำกับเราแบบนี้...
แต่ พอให้กายคตาสติ เห็นอยู่แต่ตัวเอง มันกลายเป็น
ไอ้หอกทำอะไร ...
เรากำลังพิจารณากายคตาสติ สมมุติว่า ตอนนี้เห็น ศรีษะเราอยู่ๆๆๆๆ
ไอ้หอกจะทำอะไร นั่นเรื่องภายนอกจริงไหม
อ่านดีๆ นะครับ ไม่ใช่ทำแบบคนทั่วไป ที่ข่มใจ แล้ว ไม่สน เพราะแบบนี้ ทนได้ก็ทนไปครับ
แต่กายคตาสตินี่ คือ ตอนนี้ผมสนใจตัวเอง จะดี จะร้าย จากข้างนอก ไม่ใช่ประเด็น แบบนี้มันเลย
ได้ผล ครับ ผมอาจจะอธิบายไม่ชัด ให้ลองถามครูบาอาจารย์ พระท่านกันนะครับ แต่วิธีนี้ผมทำแล้ว
เฮ้ย ได้ผลเดี๋ยวนั้นเลย ย้ำว่า ไม่ใช่การข่ม การไม่สนใจ แต่ ผมสนใจตัวเองอยู่ อย่างมีสมาธิครับ
มันคล้ายๆ กับ คุณกำลังดูหนังในโรง น่ะครับ มีคนมาทะเลาะกันที่ถนนด้านนอก เราได้ยินไหม หากเราอยู่ที่ถนน เราก็มีกิเลส อยากดู มันด่ากันเรื่องอะไรจริงไหม แต่ เรากำลังพิจารณาตัวเราเองอยู่ แบบกายคตาสติ คือดูภาพยนตร์ของเราอยู่ แม้อยู่ใกล้ เสียงในโรงหนังมันดังกว่า เก็บเสียงด้วย เราก็อยู่กับสิ่งประณีตนี้ จะสนข้างนอกทำไม
คำพระท่านว่า
คนเราสนใจเมื่อได้รับความสุขจากกามคุณต่างๆ และยังไม่เคยพบสุขอันประณีตกว่านั้น ย่อมไม่มี
ปฏิปทาไปในทางธรรม (คือ ไม่คิดละกามคุณเดิม ที่เป็นของหยาบ)....
การดูหนังในโรงที่ว่า คือ ความสุขอันประณีตกว่านั่นเอง พอออกมาจากดูหนังอ้าวเหลือแต่ถนน คนหายหมดแล้วเผลอๆ ไม่มีใครบอกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เมื่อ 10 นาทีก่อนมีคนทะเลาะกัน.....
ดังนั้นคนเราจึงสามารถปฏิบัติธรรมในโลกจริงได้ครับ เพียงแต่ ต้องมีความตั้งใจ ใช้ปัญญา และปฏิบัติธรรมให้ได้ก็เท่านั้นเอง
การปฏิบัติบูชานั้น ควรมีครูอาจารย์ หรือ พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คอยสอนนะครับ ย้ำไว้ และหลายคนทำแล้วอาจใจพลุ่งพล่าน อย่าไปตกใจครับ หาอุบายทางธรรมะ เข้าไปจัดการ โดยปรึกษาครูอาจารย์ไปด้วย เช่น ง่ายๆ เลย นิวรณ์ 5
1.ลุ่มหลงในกาม
2.พยาบาท
3.ง่วงเหงาหาวนอน และ ขี้เกียจ
4.ฟุ้งซ่าน
5.ลังเลสงสัย
ขณะนั่งสมาธิ หากเป็นแบบ ฌาน เช่น อานาปานสติ เป็นต้น เกิดแวบ เข้ามาในความคิด ก็ให้จับ 1 ใน 5 ข้อข้างต้น ตามจับเลยว่า นี่ เป็นตัวนี้ รู้แล้วดับไป เช่น
นั่งไป ภาพสาวสวย ปรากฎในความคิด ก็ นี่ คือ ความลุ่มหลงในกาม แบบนี้ กันเราจากสมาธิ ไม่เอา
มันจะหายไป
นั่งไป นึกถึงคนที่เราเกลียด นี่พยาบาท ไม่เอา
นั่งไป ง่วง เบื่อ อยากเลิก นี่ ข้อ 3.
นั่งไป คิดโครงการนี่ นั่น เอ้อต้องไปจ่ายค่าไฟ ต้องไปซื้อของ เดี๋ยวนัดคนนั้นนี้ เรียกว่า ฟุ้งซ่าน
นั่งไป คิด เราทำสมาธิมาเป็นปี ไม่เห็นได้อะไร สมาธิได้บุญมหาศาลจริงหรือ ทำแล้วดีจริงหรือ
เรียกว่าลังเล
คิดอะไรขึ้นมา หากยังจับได้ใน 5 ข้อของนิวรณ์ แปลว่า ต้องรู้ทันและขจัดออกไปครับ ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจในการปฏิบัติบูชา สวัสดีครับ
เอ้าวันนี้พอเท่านี้ครับผม พบกันบทความต่อไป
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
การที่คนเราได้มีโอกาส รับรู้ รับฟัง การมีอยู่ของ สิ่งที่เรียกว่า การปฏิบัติบูชา (อ่านความหมาย) และได้นับถือพุทธศาสนา ถือว่าเป็นวาสนายิ่งแล้ว และหากได้บำเพ็ญเพียร การปฏิบัติบูชา เช่นการ ทำสมาธิ ทั้ง สมถะ และ / หรือ วิปัสนา ก็ยิ่งเป็นวาสนายิ่งขึ้นไปอีก
เพราะการปฏิบัติบูชา นัยหนึ่งคือการช่วยสืบอายุพระศาสนา โดยเราทำสมาธิตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอน และ ปฏิบัติตามข้อธรรมของพระองค์ นั่นเอง พระพุทธเจ้าท่านได้ยกย่องการปฏิบัติบูชานี้ไว้มาก จึงไม่ต้องมัวถามเรื่อง บุญกุศล ว่าจะมากล้นเพียงใด
ความสุขในโลก ในระดับทั่วไปอย่างผมและคุณผู้อ่าน เรามีความสุขจากอะไร ลองตามผมมานะครับ
โลกนี้ ในทางศาสนาอาจเรียกว่า มัชฌิมาโลก หรือ โลกกลางๆ ที่พระท่านว่า ไปไหนก็ได้ แต่ทุกคนบนโลก ที่เป็นคน มีสิทธิเลือกว่า จะทำดี หรือ ทำชั่ว จริงๆ แล้ว เป็นโลกที่บำเพ็ญเพียรได้ดี คือ ทำได้ตั้งแต่ สามารถเปลี่ยนตัวเอง จากสัตว์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ไปเป็น พระอรหันต์ ผู้พ้นจากวัฏสงสาร ไปจนเปลี่ยนตัวเอง ไปคนละด้าน คือ ลงนรกขุมต่ำสุดและลึกสุด ทรมานนับปีไม่ได้ ก็ยังได้ หรือกลับมาเป็นคนอีก หรือ เป็นเปรต อสูรกาย เป็นเทวดา พรหม ฯลฯ
เรียกว่า เกิดเป็นคนแล้ว คุณมีอิสรภาพมากแล้วครับ อย่ามัวแสวงหาตัวเองอยู่เลย เพราะนั่นคล้ายๆ กับคุณคิดว่า มีชาติเดียวแล้วสูญ ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะคนกลับชาติมาเกิด ระลึกชาติได้ และชี้คนบอกชื่อได้ถูกหมด มีให้เห็นทั่วโลก แค่ข้อนี้ก็ไม่น่า สงสัยแล้วนะครับ
เมื่อเรามาเกิดบนโลก สำหรับผม ผมมองว่า มันคล้ายๆ กับเป็นที่ให้เรา วัดใจครับ ว่าตัวเราแท้ๆ เป็นอย่างไร เป็นคนไม่เอาอะไรเลย เป็นคนเฉยๆ เป็นคนเอาแน่ไม่ได้ เป็นคนกัดไม่ปล่อย โอยสารพัด โดยมีด่านต่างๆ มาให้เล่น ให้ผ่านตลอดชีวิต จนดวงจิตสุดท้าย จึงได้ได้ผลสอบ
เมื่อเรารู้ทัน ตามธรรมะของพระพุทธเจ้า เรายังประมาทก็ใช่ที่ มาเร่งปฏิบัติบูชากันดีกว่าครับ ทำยากไหม เจ้าปฏบัติบูชานี่น่ะ ผมคิดว่าไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย
ผมขอเล่าประสบการณ์เร็วๆ นี้ให้ฟังกัน
อยู่ ขณะที่ผมกำลังล้างภาชนะหม้อต้มอย่างหนึ่ง ขอบด้านในที่โรงงานพับซ่อนไว้ ซึ่งคมจริงๆ มันบาดนิ้วผม ลึกถึง 2 นิ้ว และเลือดสาดเลย ออกมาเยอะมากผมรีบฉีดน้ำล้างแผล แล้วพันผ้ากดแผลไว้แล้วรีบไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล ตกใจมาก แต่มีสติพอที่จะคว้ากระเป๋าเงินและบัตรต่างๆ ไปด้วย
นาทีสุดท้ายก่อนมันจะบาดมือผม ผมยังคิดว่า เดี๋ยงล้างเสร็จ เปรมกูล่ะ อยู่ในใจเพราะจะต้มสุกี้กินให้สบายใจเฉิบ พร้อมดูหนังที่ชอบ เอนหลังสบายๆ อีก 1 วินาทีต่อมา โดนบาดเป็นแผลลึกและยาว เลือดออกเหมือนน้ำ ตกใจมาก... นี่ล่ะไม่เที่ยง
ไปถึงโรงพยาบาลมีผู้ช่วยพยาบาลมาทำแผลเรียบร้อย รออีกพักใหญ่คุณหมอมาก็ตรวจและวินิจฉัยว่า ต้องเย็บเพราะแผลกว้างจริงๆ งานนี้ 10 เข็ม เชื่อไหมครับ เมื่อกี้ยังจะนั่งดูหนังกินสุกี้ต้มเองอยู่เลย
และจากวันนั้นผมต้องไปล้างแผลทุกวัน ติดๆ กัน 7 วัน โดยไม่ได้กลับไปพักร้อนที่บ้าน และพอถึงนัดคุณหมอให้ต่ออีก 5 วันเพราะแผลยังบวมกว่าจะได้ตัดไหม
ผู้อ่านเชื่อไหม ผมซึ่งศึกษาธรรมะมาเรื่อยๆ นั่งสมาธิมาเรื่อยๆ ได้คิด 3 เรื่องในวันนั้น
1.ผมยังมีศรัทธาในพุทธศาสนาเต็มเปี่ยมจริงๆ เพราะไม่มีคิดว่า ทำบุญไหว้ำพระแล้ว จะหนังเหนียว อะไร ก็เหตุปัจจัย มันครบ คือ เนื้อโดนของมีคม และมีแรงกระทำมากพอ มันก็บาด
2.ฝึกสมาธิ ก็มีสติ ผมมีเอกสารพร้อมตัดประกันสบายๆ ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา เพราะลืม จะเอาประกันต้องมีบัตร และขอตรวจบัตรประชาชนด้วย และคว้าเงินไปอีก 7000 เผิื่อเหนียว และทำแผลเบื้องต้นห้ามเลือดอีกต่างหาก
3. ผมปลงตัวเอง ไม่นึกจริงๆ ว่ามันจะเกิดแบบนี้ได้ กำลังจะสบายๆ เชิ้บๆ อยู่แท้ๆ มาได้ไงว่ะ คำว่า
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผุดออกมาจากใจเห็นกันตรงนั้นจริงๆ ไม่เที่ยงหนอๆๆ
ผมเลยคิดว่า นี่เป็นแบบนี้ ยังคิดได้ มีโอกาสรีบ กระทำปฏิบัติบูชาสะสมไว้ดีกว่ากู (ในความคิด) ชีวิตเราไม่เที่ยงจริงๆ ผมตัวใหญ่ เล่นกล้าม อ่านหนังสือมาก เรียนค่อนข้างสูง จะมีอีโก้บ้าง แต่ไม่มากอะไรตามหลักคนปฏิับัติธรรม วันนั้น เลิกหมดครับ เพราะ ท้ายที่สุด
กูก็เนื้อหุ้มกระดูก มึงก็เนื้อหุ้มกระดูก
จะเก่งมาจากไหน ไอออน แมน, ธอร์, ฮัล์ค หรือ ซุปเปอร์แมน ยอดคนมาจากไหน ก็เนื้อหุ้มกระดูก แตกต่างกันเพียง บุญวาสนา เท่านั้น
ผมได้คิดแบบนี้จริงๆ เราทำนั่นได้ ทำนี่เก่ง อันนี้เรารู้ อันนั้นคนนั้นไม่รู้ ทำอันนี้ให้คนเห็นว่าเราเก่ง หรือทำไว้เฉยๆ มึงมาเห็นเองจะได้รู้ว่ากรูไม่ธรรมดา หรือ อะไรต่างๆ ที่คิดออกไปข้างนอก ว่าสังคม หรือ คนอื่นคิดอย่างไร หากเราทำแบบนี้ ผมไม่สนมันเท่าเก่าแล้ว เพราะ
เพราะกูนี่คิดถึงเรื่องนอกตัว มากเกิน จนลืมไปว่า กูนี่ ต้องตาย และคนอื่นต้องตาย กันทั้งนั้น
นี่กูเสียเวลา ทำอะไรจมและลึกเกินไปหรือเปล่าว่ะ
ผมคิด...
จึงเริ่มหันมาคิดถึงตัวเอง ผมเป็นคนพุทธ เชื่อการเวียนว่ายตายเกิด และไม่ใช่คนพุทธที่เชื่อเท่านั้น ฮินดู และ อีกหลายศาสนาก็เชื่อ เมื่อเราเชื่อตามนั้น ต้องถามต่อไป ตายแล้วไปไหน?
ชีวิตคนเราสั้นนัก ผมคิด ดังนั้น ต้องไม่ประมาท ต้องเร่งสั่งสมบารมี บั้นปลายเป็นอย่างไร ไว้ก่อนเพราะมันต้องตายทุกคน แต่วันนี้เราเตรียมตัวหรือยัง
-รู้ว่าไม่กินข้าวจะหิวตาย เราก็รีบกิน เพราะแต่นึกถึงตอนหิวจนมึนหัว ก็สยองแล้ว
-รู้ว่าไม่อาบน้ำจะตัวเหม็น คนไม่คบ เราก็อาบกันทุกวัน
-รู้ว่า ไม่ทำงาน ไม่มีเงิน ก็ขยันทำงาน หาเงินมาเลี้ยงชีพและครอบครัว
-รู้ว่า ไม่กินน้ำจะหิวน้ำ ก็หาน้ำมากิน
แต่รู้ว่าจะต้องตาย และเชื่อเรื่อง ชาติหน้า การเวียนว่ายตายเกิด ยังประมาทกันอีกหรือ?
แต่ผมต้องทิ้งโลกจริงเพื่อไปปฏิบัติธรรมไหม นี่คือสิ่งที่คิดต่อมา ก็ได้ลองทบทวนดู ก็พบว่า มันต้องทิ้งตรงไหนหว่า สมัยพุทธกาล คนตั้งเยอะแยะที่บรรลุธรรม หรือ ปฏิบัติธรรม หรือมีชีวิตอย่างมีความสุขหลังฟังธรรมะ ของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้ต้องเป็น พระทุกคนนี่ครับ
ดังน้ั้น ในทางโลก อะไรที่ต้องรับผิดชอบ ต้องทำไปครับ อย่าทิ้งโลก ให้ธรรมะให้อยู่กับโลก แบบยึดธรรมะจริงๆ ไม่เลี่ยงบาลีก็พอแล้วครับ
อธิบาย: ต้องเข้าใจนะครับ พระที่บวชนั้น เป็นมหากุศลไม่เรียกว่าทิ้งโลก คนละเรื่องกัน เป็นการสืบพระศาสนา เป็นทางอันประเสริฐ แยกให้ถูกนะครับ
เราฆารวาส ยังมีภาระ ต้องรับผิดชอบให้เรียบร้อย หากใจคิดจะบวชก็ขออนุโมทนา เมื่อจิตเอาจริงแล้ว รับผิดชอบภาระต่างๆ แล้ว ก็เรื่องของเราจริงไหม? เพียงแต่ เป็นฆารวาส อย่ามีข้ออ้างว่าไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม ทั้งๆ ที่มีแต่กุศลให้กับตัวเราทั้งชาตินี้และขาติหน้าแท้ๆ ...สาธุ
พอนึกต่อไป การนั่งสมาธิ หรือ การปฏิบัติบูชา อันเป็นหนทางหนึ่งในการสั่งสมบารมีสำหรับชาตินี้และชาติหน้านั้น ก็ไม่ได้ใช้เวลา นานจนเบียดบังเวลาทำงานที่ตรงไหน ผมมีแนวคิดส่วนตัวดังนี้
-ระดับเจ้าหน้าทีปฏิบัติการ ทำงานเต็มเวลา และ เคลียร์งานให้เต็มกำลัง ถือเป็น อามิสบูชา
ยามว่าง กลับบ้าน นั่งสมาธิ สวดมนต์ หรือตอนเช้า หรือ ทำเช้าเย็นก็ได้ ใครบอกว่าทำไม่ได้
-ระดับผู้บริหารระดับ "กลาง" สั่งการมากขึ้น มีห้องส่วนตัวเป็นส่วนมากในการทำงาน ก็ใช้เวลาว่าง
พิจารณากาย เช่นกระทำ กายคตาสติ หรืออะไรอื่น ตลอดวันยังได้ ใครห้ามล่ะครับ
-ผู้บริหารระดับ "สูง" หลายคนเอาเวลาว่างไป โน่นนี่ เช่นตีกอล์ฟ นัดเพื่อนฝูงคุย ก็นี่ครับ ไปปฏิบัติธรรมที่วัดเลย วัดพุทธ ในประเทศพุทธศาสนา ยังต้องหากันอีกหรือ ประเทศไทย ที่ 1 อยู่แล้ว วัดเปิดตลอดวันครับ ไปปฏิบัติธรรมได้ ไปฟังธรรม เป็นต้น ท่านจะตีกอล์ฟ กันได้กี่ปีครับ
ดังนั้นการปฏิบัติบูชา ไม่ใช่เรื่องของการต่อต้านโลก ไม่เอาโลก แต่สำหรับผม คือการใช้ธรรมะอยู่กับโลก แบบฝึกตน แบบขัดเกลา ดังที่ หลวงพ่อ จรัญ ทักขญาโณ ช่องดาวเทียม วัดสังฆทาน
ท่านกล่าวไว้ เช่น
... หากเราโกรธ แต่ตัวเรานั้นพิจารณา กายคตาสติ การมองเห็นตัวเองอยู่ ก็ให้
...โกรธแต่ได้ในใจ เท่านั้น อย่าแสดงออกมา ทางกาย และ วาจา
ท่านยังกล่าวไว้ในโิอกาสอื่นอีกว่า กายคตาสติ พอมีอารมณ์ฟุ้งซ่านออกจากตัว
โลภ โกรธ หลง ก็ให้ดึงกลับ ทำบ่อยๆ จนจิตมันเชื่อง
หรือ ใช้สติเป็นทำนบกันไว้ แล้วจึงพิจารณาต่อ โดยการมองเห็นตัวเอง (กายคตาสติ)
(ถ่ายทอดตามที่จำความหมายได้...ผู้เขียน)
ผมลองใช้แบบลองผิดลองถูก ปรากฎว่าได้ผลพอสมควร ขณะที่เพียงเพิ่งเริ่มได้ไม่กี่วัน คือ เราจะโกรธคนแบบนี้ๆ แต่เพราะอะไร เพราะเราชอบคิดว่า
ไอ้หอกนี่มันทำกับเราแบบนี้...
แต่ พอให้กายคตาสติ เห็นอยู่แต่ตัวเอง มันกลายเป็น
ไอ้หอกทำอะไร ...
เรากำลังพิจารณากายคตาสติ สมมุติว่า ตอนนี้เห็น ศรีษะเราอยู่ๆๆๆๆ
ไอ้หอกจะทำอะไร นั่นเรื่องภายนอกจริงไหม
อ่านดีๆ นะครับ ไม่ใช่ทำแบบคนทั่วไป ที่ข่มใจ แล้ว ไม่สน เพราะแบบนี้ ทนได้ก็ทนไปครับ
แต่กายคตาสตินี่ คือ ตอนนี้ผมสนใจตัวเอง จะดี จะร้าย จากข้างนอก ไม่ใช่ประเด็น แบบนี้มันเลย
ได้ผล ครับ ผมอาจจะอธิบายไม่ชัด ให้ลองถามครูบาอาจารย์ พระท่านกันนะครับ แต่วิธีนี้ผมทำแล้ว
เฮ้ย ได้ผลเดี๋ยวนั้นเลย ย้ำว่า ไม่ใช่การข่ม การไม่สนใจ แต่ ผมสนใจตัวเองอยู่ อย่างมีสมาธิครับ
มันคล้ายๆ กับ คุณกำลังดูหนังในโรง น่ะครับ มีคนมาทะเลาะกันที่ถนนด้านนอก เราได้ยินไหม หากเราอยู่ที่ถนน เราก็มีกิเลส อยากดู มันด่ากันเรื่องอะไรจริงไหม แต่ เรากำลังพิจารณาตัวเราเองอยู่ แบบกายคตาสติ คือดูภาพยนตร์ของเราอยู่ แม้อยู่ใกล้ เสียงในโรงหนังมันดังกว่า เก็บเสียงด้วย เราก็อยู่กับสิ่งประณีตนี้ จะสนข้างนอกทำไม
คำพระท่านว่า
คนเราสนใจเมื่อได้รับความสุขจากกามคุณต่างๆ และยังไม่เคยพบสุขอันประณีตกว่านั้น ย่อมไม่มี
ปฏิปทาไปในทางธรรม (คือ ไม่คิดละกามคุณเดิม ที่เป็นของหยาบ)....
การดูหนังในโรงที่ว่า คือ ความสุขอันประณีตกว่านั่นเอง พอออกมาจากดูหนังอ้าวเหลือแต่ถนน คนหายหมดแล้วเผลอๆ ไม่มีใครบอกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เมื่อ 10 นาทีก่อนมีคนทะเลาะกัน.....
ดังนั้นคนเราจึงสามารถปฏิบัติธรรมในโลกจริงได้ครับ เพียงแต่ ต้องมีความตั้งใจ ใช้ปัญญา และปฏิบัติธรรมให้ได้ก็เท่านั้นเอง
การปฏิบัติบูชานั้น ควรมีครูอาจารย์ หรือ พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คอยสอนนะครับ ย้ำไว้ และหลายคนทำแล้วอาจใจพลุ่งพล่าน อย่าไปตกใจครับ หาอุบายทางธรรมะ เข้าไปจัดการ โดยปรึกษาครูอาจารย์ไปด้วย เช่น ง่ายๆ เลย นิวรณ์ 5
1.ลุ่มหลงในกาม
2.พยาบาท
3.ง่วงเหงาหาวนอน และ ขี้เกียจ
4.ฟุ้งซ่าน
5.ลังเลสงสัย
ขณะนั่งสมาธิ หากเป็นแบบ ฌาน เช่น อานาปานสติ เป็นต้น เกิดแวบ เข้ามาในความคิด ก็ให้จับ 1 ใน 5 ข้อข้างต้น ตามจับเลยว่า นี่ เป็นตัวนี้ รู้แล้วดับไป เช่น
นั่งไป ภาพสาวสวย ปรากฎในความคิด ก็ นี่ คือ ความลุ่มหลงในกาม แบบนี้ กันเราจากสมาธิ ไม่เอา
มันจะหายไป
นั่งไป นึกถึงคนที่เราเกลียด นี่พยาบาท ไม่เอา
นั่งไป ง่วง เบื่อ อยากเลิก นี่ ข้อ 3.
นั่งไป คิดโครงการนี่ นั่น เอ้อต้องไปจ่ายค่าไฟ ต้องไปซื้อของ เดี๋ยวนัดคนนั้นนี้ เรียกว่า ฟุ้งซ่าน
นั่งไป คิด เราทำสมาธิมาเป็นปี ไม่เห็นได้อะไร สมาธิได้บุญมหาศาลจริงหรือ ทำแล้วดีจริงหรือ
เรียกว่าลังเล
คิดอะไรขึ้นมา หากยังจับได้ใน 5 ข้อของนิวรณ์ แปลว่า ต้องรู้ทันและขจัดออกไปครับ ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจในการปฏิบัติบูชา สวัสดีครับ
เอ้าวันนี้พอเท่านี้ครับผม พบกันบทความต่อไป
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
Subscribe to:
Posts (Atom)