สวัสดีครับ
จากหัวข้อเรื่อง ของบทความ หากคำตอบคือ เชื่อ ก็ลองมาอ่านกันต่อครับ
ถ้าคำตอบคือ เชื่อ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ปฏิบัติธรรม เราต้องรีบปฏิบัติธรรม เสียแต่วันนี้ และทำไปจนสิ้นอายุขัย เพราะว่าไม่มีการลงทุนใด ในโลก ที่ให้ผลลัพธ์ ล้ำเลิศไปกว่าการปฏิบัติธรรมอีกแล้ว ในที่นี้ก็รวมการทำกุศลทุกรูปแบบไว้ด้วยนะครับ เพียงแต่จะขอเน้น เรื่อง การปฏิบัติบูชา คือ การบำเพ็ญภาวนานั่นเอง เช่น ทำสมาธิแบบสมถะ หรือแบบวิปัสนา เป็นต้น
เอาง่ายๆ นะครับ คิดแบบเชิงการลงทุน ลงแรง แบบดิบๆ แบบปุถุชน ทั่วไป ผมขอสนับสนุนให้ท่านทั้งหลาย ที่ยังมีวาสนา ให้ ทำสมาธิ กันบ่อยๆ ทำมากๆ ทำให้ได้ฌาน ในการทำแบบสมถะ หรือ ญาณในการทำแบบวิปัสนา นั่นเพราะอะไร?
นั่นเพราะเพียง ฌาน 1 ในการปฏิบัติแบบ สมถภาวนา นั้น ท่านก็ได้ไปอยู่ในชั้น พรหม แล้ว ครับ มีความสุขสบายมากกว่าในโลกนี้เป็นอย่างมาก ส่วนขั้นที่สูงขึ้นๆ ไป จนถึง ฌาณ 8 ลองหาอ่านกันเอาเอง
สำหรับ ญาณ ในการปฏิบัติแบบ วิปัสนภาวนา นั้นถ้าปฏิบัติได้ยิ่งยวด ก็สำเร็จเป็นอรหันต์ และ มีชั้นพรหม สำหรับ พระอนาคามีขึ้นไปที่เรียกว่า ปัญจสุทธาวาส หรือ สุทธาวาสภูมิ อีกด้วย
เมิื่อลองนำมาคิดกันตามหลักเหตุผล และมองในเชิงการลงทุน ตามที่คนสมัยนี้ชอบคำนี้กัน ก็ลองคิดเทียบดังนี้ว่า
1.ระยะเวลาในการปฏิบัติสมาธิ จะเป็นแบบ สมถะ หรือ วิปัสนา กับเราทั้งหลายที่เป็นคนธรรมดานี่ จะปฏิบัติอย่างไร มุมานะแค่ไหน เราจะใช้เวลาในการลงมือปฏิบัติ ได้มากสุดเท่าไรก้ัน หากไม่ใช่ อายุุขัยของเรา ลบด้วย ช่วงอายุที่เราเริ่มปฏิบัติ จริงไหม?
2.ให้เราได้สติ แล้วขอเพียง ลงมือปฏิบัติตั้งแต่ตอนนี้ ทำให้ถูกวิธี เข้าหาครูอาจารย์ ที่สอนแนวทางที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา หากทำไป มีอิทธิบาท 4 มันต้องได้สักระดับแน่ๆ จริงไหม?
3. เอาเวลานับสิบๆ ปี สมมุตินะครับ ทำไปจนเราจากโลกนี้ไป กับการสำเร็จขั้นใดขั้นหนึ่ง มาเปรียบเทีียบกับ ผลที่เราได้ใน ชาติต่อไป ที่เป็น พรหม ซึ่ง ชั้นแรกสุด เช่น ได้ปฐมฌาน ก็มีเสวยสุขยืนยาวตั้ง
1 ใน 3 ของมหากัป ดังนั้น
เมื่อเทียบเวลาทีต้องลงทุนในการปฏิบัติ กับผลที่ได้ มันจึงเป็นกำไรที่หาสิ่งใดในโลกนี้มาเทียบไม่ได้จริงไหม?
หากเปรียบให้เห็นภาพ ก็ ให้เวลาที่เราปฏิบัติเท่า หยดน้ำ 1 หยด ลงทุนลงแรงไปเรียบร้อยแล้ว กลับได้ผลตอบแทนเป็น มหาสมุทรทั้งโลก คุณว่ามันคุ้มไหม ผมว่าคุ้มครับ ดังนั้นจงลงมือกระทำ การปฏิบัติบูชากันเสียแต่วันนี้ครับ มันมีแต่ทางได้เท่านั้น
ขณะเดียวกัน สำหรับการทำอกุศลกรรม ก็ให้ผลอันน่ากลัวเช่นกัน ด้วยเวลาเทียบเท่าหยดน้ำของอายุขัยมนุษย์ นี้ เมื่อได้ทำบาป ทำกรรม ลงไปแล้ว มันก็ต้องชดใช้กรรมที่นรก เช่นกัน ในเวลานานแสนนาน อาจจะเหมือน 1 หยดน้ำที่ทำกรรมไม่ดีไป ได้ผลตอบแทน เป็นเวลาชดใช้ในนรก เท่า แม่น้ำทั้งสาย หรือ มหาสมุทรทั้งโลกเช่นกัน ตามประเภท และ เจตนาของกรรม คือว่า
ทำดี หรือ ไม่ดี ในภพภูมิของ มนุษย์นี่ มันได้รับผล ดี หรือ ไม่ดี เป็น ทบเท่าทวีคูณ มหาทวีคูณกันทั้งนั้น
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เรายังประมาทหรือครับ รีบปฏิบัติอย่างถูกต้องกันดีกว่าครับ ปฏิบัติบูชา ย่อมทำแล้วดีกว่าไม่ทำแน่นอน
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
ปล. มนุษย์ คือ ชาติภพ ที่ทำน้อย ได้เยอะ จริงๆ (ทั้งกุศลกรรม และ อกุศลกรรม)
Thursday, April 3, 2014
Wednesday, February 12, 2014
กรรม ในทัศนะของผม จากโมบายด์ เหนือระเบียง
สวัสดีครับ
เอามาเขียนไว้กันลืม เพราะคิดขึ้นมาได้ จากการเห็นเงาของ โมบายด์ ที่แขวนไว้ที่เหนือระเบียงห้อง
แต่เงาสะท้อน มาฉายอยู่ที่ม่านบังแดด ที่ตรงประตูเข้าห้องครับ
กรรม ก็เหมือนกับเงา ที่มักจะอยู่ถัดจากตัวเราออกไป จะแตกต่าง ก็แต่ว่า มันจะไปสะท้อนอยู่ที่ไหน และ ห่างออกไปจากตัวเราเท่าใด
บันทึกไว้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ช่วงบ่ายคล้อย
ที่คอนโดแสนรัก
สวัสดีครับ
คุณ บอลล์ :0)
เอามาเขียนไว้กันลืม เพราะคิดขึ้นมาได้ จากการเห็นเงาของ โมบายด์ ที่แขวนไว้ที่เหนือระเบียงห้อง
แต่เงาสะท้อน มาฉายอยู่ที่ม่านบังแดด ที่ตรงประตูเข้าห้องครับ
กรรม ก็เหมือนกับเงา ที่มักจะอยู่ถัดจากตัวเราออกไป จะแตกต่าง ก็แต่ว่า มันจะไปสะท้อนอยู่ที่ไหน และ ห่างออกไปจากตัวเราเท่าใด
บันทึกไว้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ช่วงบ่ายคล้อย
ที่คอนโดแสนรัก
สวัสดีครับ
คุณ บอลล์ :0)
Wednesday, January 29, 2014
ออกกำลังกาย อย่างเดียวยังไม่พอ ต้อง ออกกำลังจิตใจ ด้วยนะครับ
สวัสดีครับ
คุณเคยเห็นคนที่นอนน้อย บางคนอ้วน บางคนกินแบบอดๆ อยากๆ บางคนใช้ชีวิตสัมมะเลเทเมา บางคนเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย และอีกหลายๆ รูปแบบ กระนั้นแล้ว เขาก็ยังมีอายุยืนยาว กันไหมครับ?
การเขียนแบบนี้มิใช่ให้เราเห็นว่า ชีวิตถูกลิขิตไว้แล้วหรือแล้วแต่ดวง ไม่ใช่ครับแต่อยากจะบอกว่า ความลับที่ซ่อนอยู่ เป็นไปได้ไหมว่า มีเรื่อง จิตใจ อยู่ด้วย?
คติทางพุทธ เราเชื่อเรื่อง กฎแห่งกรรม มีชาติก่อน ชาตินี้ และ ชาติหน้า การที่กลุ่มบุคคลดังตัวอย่างข้างต้น สามารถมีอายุยืนยาว และ หลายคนแข็งแรงมาก แม้มีอายุเลย 80, 90 หรือเกิน 100 ปีไปแล้ว เป็นไปได้ไหมว่า เป็นเรื่อง ของจิตใจ หรือโลกทางวิญญาณ หากจะให้เข้าใจง่ายขึ้น เป็นไปได้ไหม?
คติทางศาสนาที่นับถือพระเจ้า จะเรียกคนข้างต้นว่า พระเจ้าให้...พวกเขามีชีวิตอยู่ พระเจ้ารักเขา...หรือ นั่นเป็น พระประสงค์ของพระเจ้า
ซึ่งจากคติใดๆ มันก็คือ โลกของจิตวิญญาณ ครับ
ยกตัวอย่าง ดารานักบู๊ เฉินหลง เขาไปให้สัมภาษณ์ในรายการฝรั่ง ทำเอาคนทังห้องส่ง หัวเราะงอหาย เพราะ ผู้ดำเนินรายการถามเขาว่า บาดเจ็บจากหนังบู๊มาก และ กี่ครั้ง เฉินหลง ตอบว่า นับครั้งไม่ถ้วน แล้วชี้จุดว่า ตรงไหนบ้างที่ บาดเจ็บ และ หัก เขาเริ่มจากศรีษะ ที่กระโหลกแตก ยังมีรูโบ๋อยู่จนปัจจุบัน จำได้หนังเรื่องนี้ก็เข้าฉายในไทยและ เฉินหลงก็มีคลิปพูดก่อนเข้าหนังทั้ง ที่ พันผ้าที่ศรีษะครับตอนนั้นยังเด็ก พ่อและแม่พาผมกับน้องไปดูหนังด้วยกัน
เขาเล่าต่อ ก็มาที่จมูก ไหล่ แขน บน ลาง ซีกโครง หักทั้งสองข้าง บน กลาง ล่าง ท้อง หลัง ขาทั้งสองข้าง คือสรุปคือ โดนหมดครับ
เขาเล่าต่อว่า ปัจจุบันยังมีอาการปวดมากตอนเช้า ต้องบิดตัว ยืดตัวประจำ ผมเข้าใจดีครับ ว่าเป็นอย่างไร คนก็ฮากันลั่นห้องเลย เพราะฝรั่งคงไม่เคยมีใครกล้า เสี่ยงแบบเฉินหลง และ เขาตลกขบขันในวิธีที่ เฉินหลงเล่าครับ
เฉินหลงเป็นคน มีเสน่ห์ และ น่ารัก ยังถ่อมตนอีกด้วย ถือว่าเป็นพระเอกในใจที่ผม นับถือ คนหนึ่ง
ทว่า เฉินหลง มีอายุยืน เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาเอาชีวิตไปเสี่ยงนะครับ หลายคนยังไม่รู้นะครับว่า เขาเป็นคนที่พิเศษ ในเรื่องหนึ่ง คุณแม่เขาท้อง 12 เดือนนะครับ ก่อนคลอด ลองคิดกันเองครับ
เอ้ามาดูชีวิตของเขากันครับ ปัจจุบัน เป็นเจ้าของกิจการภัตตาคาร และ ธุรกิจอื่นมากมายในฮ่องกง
และเป็นดาราระดับ หลายพันล้าน อีกด้วย มีชื่อเสียง สูงมาก ผมว่าคนรู้จัก เฉินหลง มากกว่า ซัคเคอร์เบิร์ก เจ้าของ FB เสียอีก ปัจจุบัน เขานั่งเครื่องเจ็ตส่วนตัวหรือ น่าจะเป็นนักบินเองด้วย ท่องไปทุกที่ทั่วโลก เพื่อร่วมกิจกรรม การกุศล ต่าง ๆ ทั่วโลก และตามหน้าที่ การงานของเขา
หากเราเชื่อว่า อาชีพนักแสดงบู๊แบบเฉินหลง จะต้องทำให้อายุสั้น บาดเจ็บ และ อะไรอีกหลายอย่างแต่อะไรล่ะที่ทำให้เขา แตกต่างจากคนอื่น คำตอบคือ
เขาแตกต่างจากคนอื่น !!!
กำปั้นทุบดิน ผมทราบครับ แต่ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า มันมีเรื่องจิตวิญญาณเข้ามาเกี่ยวข้องครับ นั่นคือ
บารมีเหมาะสมที่สั่งสมมา ชาตินี้ครองตัวไม่ตกไปจากความดีงาม และ
สร้างสมความดีใหม่เพิ่มและรักษาไว้อย่างดี
หากใครก็ตาม ที่มีสิ่งดังข้างต้น พร้อมบริบูรณ์ เขาย่อม มีได้ เป็นได้ เหมือนไม่เฉพาะเฉินหลง แต่เหมือนบุคคลที่ชื่อเสียงดีงามในสังคม ได้กันทั้งนั้น
ผมจึงเชื่อว่าเรื่องจิตวิญญาณ จึงควรจะสำคัญ แต่ใช่ว่า การสั่งสมมาจะเท่ากัน ทำได้เหมือนกัน หากพูดถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้ว เราจะมีกลยุทธ์ ใดครับที่สร้างตัวของเราใหม่ ก็ทางจิตวิญญาณนี่ล่ะ
สุขภาพ ความแข็งแรง แม้กระทั้งความเจริญในทางสังคม คุณจะบอกหรือว่าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า การสร้างคุณงามความดี การปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ และ อะไรอื่นๆ ในแนวนี้ ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หรือดีขึ้นมาก ...คำตอบอยู่ในใจของคุณ
ดังนั้น หากใครก็ตามสามารถเสริมเรื่องจิตวิญญาณ เข้าไปในการออกกำลังกาย น่าจะเหมือน การติดปีกให้เสือ ใช่หรือไม่
จึงขอฝากไว้ให้ทบทวนกันครับ
สวัสดีครับ
คุณ บอลล์ :0)
Tuesday, January 28, 2014
เป็นคติ เรื่องการปฏิบัติบูชา ฌาน กับ ญาณ แตกต่างกันอย่างไร
คติจากหลวงพ่อ
วัดสังฆทาน
การจัดการ
ยุง ที่เหตุ คือแหล่งน้ำ ไม่ใช่อยู่แต่ในมุ้ง
ดังนั้น
ทั้งนอกมุ้ง และ ในมุ้ง เราจะอยู่ได้อย่างปกติสุข
ควรทำอย่างไร?
การปฏิบัติเพื่อได้
ฌาน เมื่อออกมาแล้ว จะพบ สมาธิบริวาร
มิใช่สุขแท้
สำหรับ
ญาณ นั้น คือการขจัดยุง ที่ต้นเหตุคือ แหล่งน้ำ
จึงเป็นสุขแท้
ยาก
หรือ ง่าย ?
__________________________________
อัฟเดท: วันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2557
ได้ทราบนามของพระท่านแล้วครับ คือ หลวงพ่อจรัล ทุกขญาโน
_________________________________________________________
ผมยังไม่มีโอกาสทราบ นามหลวงพ่อท่านนี้ เต็มๆ สักที แต่นำแนวคำสอนของท่านมาอ้างอิงไว้แล้ว 1 ครั้งเรื่อง สมาธิบริวาร เป็นท่านเดียวกัน คำสอนของท่าน ไม่ยาว แต่ลึกซึ้งมาก ดังที่ผมพยายามสรุปไว้ข้างต้นครับผม
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
Thursday, December 19, 2013
ในพระพุทธศาสนา มีคำสอน หนึ่งที่ว่า "“บัณฑิตย่อมไม่เพ่งโทษผู้อื่น"
พระพุทธธรรม โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
คัดลอกมาจาก เว็บไซต์ ลานธรรมจัีกร
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=12831
ประทับใจมาก จะเป็นคนดี ควรมีข้อนี้ด้วย จะเหมือนยกก้อนหินหนักๆ ออกจากศรีษะ
แม้เราไม่ได้เบียดเบียนใคร แต่ คิดแต่เพ่งโทษผู้อื่น เรานี่ล่ะจะหนักใจไปเอง ระวังครับ
สาธุๆๆ
ขอขอบคุณ เว็บไซต์ ลานธรรมจักร ไว้ ณ. ที่นี้
(กรณี ต้นฉบับจริงๆ อาจจะเป็นจากที่อื่น ขอขอบพระคุณเช่นกันครับ และโปรดแจ้งกระผม ที่
konthaihappy@yahoo.com ขอบคุณครับ)
******************************************************************************
พระพุทธภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า “บัณฑิตย่อมไม่เพ่งโทษผู้อื่น”
อัญเชิญพระพุทธภาษิตนี้มาช่วยประเทศชาติของเราเถิด ถึงเวลาแล้วอย่าปล่อยให้สายเกินไป รู้อยู่แก่ใจ ว่าบ้านเมืองกำลังวุ่น กำลังร้อน อย่าไปมัวเพ่งโทษคนนั้นคนนี้ว่าไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ ควรทำอย่างนั้น ควรทำอย่างนี้
โดยมิได้นึกถึงตนเองเลยว่าต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ ที่เป็นบุญกุศล ไม่เป็นบาปไม่เป็นอกุศล แล้วทำตามที่คิดในทันที การมัวไปเพ่งโทษคนอื่นว่าทำผิดอย่างนั้น ทำไม่ดีอย่างนี้ นอกจากไม่ให้คุณแก่ใครแล้ว ไม่ช่วยประเทศชาติให้ร่มเย็นเป็นสุข
มีพระพุทธภาษิตเตือนไว้ว่า “บัณฑิตย่อมไม่เพ่งโทษผู้อื่น” เพราะไม่มีคุณสมบัติ มีแต่โทษสถานเดียว
ทุกคนน่าจะพยายามอยากเป็นบัณฑิตตามพระพุทธพจน์ พร้อมกับไม่ลืมนึกไปพร้อมกันด้วยว่า“บัณฑิตย่อมไม่เพ่งโทษผู้อื่น” และขณะนี้กำลังอ่านหนังสืออบรมจิตใจ เรียกว่าหนังสือธัมมะก็ไม่ผิด
เมื่อกล่าวถึงบัณฑิตจึงเป็นบัณฑิตทางธรรมด้วย คือเป็นคนดีมีปัญญา ไม่มีการศึกษาระดับปริญญาเอกโท ตรี เลยก็เป็นบัณฑิตในพระพุทธศาสนาได้ แม้เป็นคนดีมีปัญญา แต่แม้มีปริญญาเอก โท ตรี แต่ไม่มีความดีไม่มีปัญญา คือไม่ใช่คนดีมีปัญญา ก็ไม่ใช่บัณฑิตในทางธรรมในพระพุทธศาสนา
เมื่อนึกเช่นนี้ขึ้นมา ก็ทำให้นึกเลยไปจนได้ความคิดมาฝากให้เป็นประโยชน์แก่พวกเราทั้งหลาย นั่นก็คือเกิดความคิดเพ่งโทษผู้อื่นเมื่อใด ให้มีสติรับรู้ความจริง และบอกความจริงนั้นแก่ตนว่า ตนไม่ใช่บัณฑิต เพราะถ้าตนเป็นบัณฑิตก็คงไม่ไปเพ่งโทษคนนั้นคนนี้ ต้องเพ่งโทษตัวเองเท่านั้น
ก็ขอฝากไว้ให้พยายามมีสติระลึกรู้ความจริงนี้ไว้เสมอ ว่าตนเป็นบัณฑิตหรือไม่ใช่บัณฑิต อายตัวเองหรือไม่อาย เมื่อรู้แก่ใจว่าตนไม่ใช่คนดีมีปัญญา มีบุญได้เกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา ยังไม่ปฏิบัติตามที่สมเด็จพระบรมครูทรงสอน
: แสงส่องใจ อาสาฬหบูชา ๒๕๔๗
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
******************************************************************
ด้วยจิตคารวะ
คุณบอลล์ :0)
คัดลอกมาจาก เว็บไซต์ ลานธรรมจัีกร
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=12831
ประทับใจมาก จะเป็นคนดี ควรมีข้อนี้ด้วย จะเหมือนยกก้อนหินหนักๆ ออกจากศรีษะ
แม้เราไม่ได้เบียดเบียนใคร แต่ คิดแต่เพ่งโทษผู้อื่น เรานี่ล่ะจะหนักใจไปเอง ระวังครับ
สาธุๆๆ
ขอขอบคุณ เว็บไซต์ ลานธรรมจักร ไว้ ณ. ที่นี้
(กรณี ต้นฉบับจริงๆ อาจจะเป็นจากที่อื่น ขอขอบพระคุณเช่นกันครับ และโปรดแจ้งกระผม ที่
konthaihappy@yahoo.com ขอบคุณครับ)
******************************************************************************
พระพุทธภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า “บัณฑิตย่อมไม่เพ่งโทษผู้อื่น”
อัญเชิญพระพุทธภาษิตนี้มาช่วยประเทศชาติของเราเถิด ถึงเวลาแล้วอย่าปล่อยให้สายเกินไป รู้อยู่แก่ใจ ว่าบ้านเมืองกำลังวุ่น กำลังร้อน อย่าไปมัวเพ่งโทษคนนั้นคนนี้ว่าไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ ควรทำอย่างนั้น ควรทำอย่างนี้
โดยมิได้นึกถึงตนเองเลยว่าต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ ที่เป็นบุญกุศล ไม่เป็นบาปไม่เป็นอกุศล แล้วทำตามที่คิดในทันที การมัวไปเพ่งโทษคนอื่นว่าทำผิดอย่างนั้น ทำไม่ดีอย่างนี้ นอกจากไม่ให้คุณแก่ใครแล้ว ไม่ช่วยประเทศชาติให้ร่มเย็นเป็นสุข
มีพระพุทธภาษิตเตือนไว้ว่า “บัณฑิตย่อมไม่เพ่งโทษผู้อื่น” เพราะไม่มีคุณสมบัติ มีแต่โทษสถานเดียว
ทุกคนน่าจะพยายามอยากเป็นบัณฑิตตามพระพุทธพจน์ พร้อมกับไม่ลืมนึกไปพร้อมกันด้วยว่า“บัณฑิตย่อมไม่เพ่งโทษผู้อื่น” และขณะนี้กำลังอ่านหนังสืออบรมจิตใจ เรียกว่าหนังสือธัมมะก็ไม่ผิด
เมื่อกล่าวถึงบัณฑิตจึงเป็นบัณฑิตทางธรรมด้วย คือเป็นคนดีมีปัญญา ไม่มีการศึกษาระดับปริญญาเอกโท ตรี เลยก็เป็นบัณฑิตในพระพุทธศาสนาได้ แม้เป็นคนดีมีปัญญา แต่แม้มีปริญญาเอก โท ตรี แต่ไม่มีความดีไม่มีปัญญา คือไม่ใช่คนดีมีปัญญา ก็ไม่ใช่บัณฑิตในทางธรรมในพระพุทธศาสนา
เมื่อนึกเช่นนี้ขึ้นมา ก็ทำให้นึกเลยไปจนได้ความคิดมาฝากให้เป็นประโยชน์แก่พวกเราทั้งหลาย นั่นก็คือเกิดความคิดเพ่งโทษผู้อื่นเมื่อใด ให้มีสติรับรู้ความจริง และบอกความจริงนั้นแก่ตนว่า ตนไม่ใช่บัณฑิต เพราะถ้าตนเป็นบัณฑิตก็คงไม่ไปเพ่งโทษคนนั้นคนนี้ ต้องเพ่งโทษตัวเองเท่านั้น
ก็ขอฝากไว้ให้พยายามมีสติระลึกรู้ความจริงนี้ไว้เสมอ ว่าตนเป็นบัณฑิตหรือไม่ใช่บัณฑิต อายตัวเองหรือไม่อาย เมื่อรู้แก่ใจว่าตนไม่ใช่คนดีมีปัญญา มีบุญได้เกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา ยังไม่ปฏิบัติตามที่สมเด็จพระบรมครูทรงสอน
: แสงส่องใจ อาสาฬหบูชา ๒๕๔๗
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
******************************************************************
ด้วยจิตคารวะ
คุณบอลล์ :0)
Wednesday, December 11, 2013
คติในใจ เมื่อถูกรบกวนด้วย สิ่งไม่ดี จงท่องไว้ นรก นรก นรก และ สวรรค์ สวรรค์ สวรรค์
สวัสดีครับ
กระบวนการในสมอง และ จิตใจของคนเรา ต่างกัน แต่ ในระดับทางโลก อะไรที่ ถูกใจตัวเอง เรามักจะมีความสุข ด้วยกลวิธี ที่นำธรรมชาติข้อนี้มาใช้ บุคคลที่ยังมี กิเลสในตนมาก แต่อยาก ขัดเกลาตนเอง อาจให้วิธีนี้ได้ เช่นว่า
เมื่อคุณประสบ กับ บุคคล เหตุการณ์ อะไรที่ ไม่ดี ร้าย ไม่ยุติธรรม เอาเป็นว่า เป็นอกุศล
คุณรับรู้ได้ ว่า มันไม่ใช่เรื่องดี คุณคิดว่า คนที่ทำสิ่งเหล่านี้กับคุณ จะไปสวรรค์ หรือ นรก
ตอบได้ง่ายๆ ไปนรก เพื่อชดใช้กรรม หากเขาไม่ปรับเปลี่ยนตัวเอง ฟันธงว่า แน่นอน
จำวลีนี้ได้ไหมครับ
"ไม่มีสิ่งใดที่ทำแล้วเสียเปล่า ไม่มีกรรมใดที่ทำแล้วไม่ส่งผล"
คือ
"ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว" นั่นล่ะ
จงท่อง วลี นี้ ขึ้นในใจ คุณทันที ที่ประสบเหตุการณ์ อกุศลต่างๆ ดังนี้
"นรก นรก นรก คนเหล่านี้ ไม่รู้หรือว่า บั้นปลายที่ทำ อกุศลกรรม ต้องไปชดใช้กรรม ที่ นรก?"
จิตใจเราจะรับรู้ได้ทันที ว่า เราได้รู้ทัน และ ผ่อนคลายอารมณ์ลงไปทันที อย่างรวดเร็ว ลองดูครับ
ในขณะเดียวกันนั้น ให้ต่อด้วย ความคิด ในใจว่า
"สวรรค์ สวรรค์ สวรรค์ เราผู้ไม่ถือสา ให้อภัย ย่อมมีที่หมายบั้นปลาย ที่สวรรค์ เป็นแน่แท้ "
นี่ล่ะครับ กลไกนี้ อาจช่วยคุณดับอารมณ์ โลภ โกรธ หลง ได้ลงได้ อย่าง มหาศาล
แต่ แต่ แต่ อย่าเพิ่งฝันหวานเกินไป ต้องฝืกทำไปครับ ไม่นาน คุณจะสนุก กับการได้ทำ แบบนี้ ซึ่งจะนำคุณ ไปสู่ธรรมะ ที่สูงขึ้น ลึกซึ้งขึ้นในที่สุด
สวัสดีครับ
คุณบอลล์
ปล. นรก นรก นรก ...สวรรค์ สวรรค์ สวรรค์
เหล่านี้คือการย้ำเตือนสติตัวเองว่า เราจะไปที่ไหน และเราถอยห่างจากอะไร ...สาธุ
กระบวนการในสมอง และ จิตใจของคนเรา ต่างกัน แต่ ในระดับทางโลก อะไรที่ ถูกใจตัวเอง เรามักจะมีความสุข ด้วยกลวิธี ที่นำธรรมชาติข้อนี้มาใช้ บุคคลที่ยังมี กิเลสในตนมาก แต่อยาก ขัดเกลาตนเอง อาจให้วิธีนี้ได้ เช่นว่า
เมื่อคุณประสบ กับ บุคคล เหตุการณ์ อะไรที่ ไม่ดี ร้าย ไม่ยุติธรรม เอาเป็นว่า เป็นอกุศล
คุณรับรู้ได้ ว่า มันไม่ใช่เรื่องดี คุณคิดว่า คนที่ทำสิ่งเหล่านี้กับคุณ จะไปสวรรค์ หรือ นรก
ตอบได้ง่ายๆ ไปนรก เพื่อชดใช้กรรม หากเขาไม่ปรับเปลี่ยนตัวเอง ฟันธงว่า แน่นอน
จำวลีนี้ได้ไหมครับ
"ไม่มีสิ่งใดที่ทำแล้วเสียเปล่า ไม่มีกรรมใดที่ทำแล้วไม่ส่งผล"
คือ
"ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว" นั่นล่ะ
จงท่อง วลี นี้ ขึ้นในใจ คุณทันที ที่ประสบเหตุการณ์ อกุศลต่างๆ ดังนี้
"นรก นรก นรก คนเหล่านี้ ไม่รู้หรือว่า บั้นปลายที่ทำ อกุศลกรรม ต้องไปชดใช้กรรม ที่ นรก?"
จิตใจเราจะรับรู้ได้ทันที ว่า เราได้รู้ทัน และ ผ่อนคลายอารมณ์ลงไปทันที อย่างรวดเร็ว ลองดูครับ
ในขณะเดียวกันนั้น ให้ต่อด้วย ความคิด ในใจว่า
"สวรรค์ สวรรค์ สวรรค์ เราผู้ไม่ถือสา ให้อภัย ย่อมมีที่หมายบั้นปลาย ที่สวรรค์ เป็นแน่แท้ "
นี่ล่ะครับ กลไกนี้ อาจช่วยคุณดับอารมณ์ โลภ โกรธ หลง ได้ลงได้ อย่าง มหาศาล
แต่ แต่ แต่ อย่าเพิ่งฝันหวานเกินไป ต้องฝืกทำไปครับ ไม่นาน คุณจะสนุก กับการได้ทำ แบบนี้ ซึ่งจะนำคุณ ไปสู่ธรรมะ ที่สูงขึ้น ลึกซึ้งขึ้นในที่สุด
สวัสดีครับ
คุณบอลล์
ปล. นรก นรก นรก ...สวรรค์ สวรรค์ สวรรค์
เหล่านี้คือการย้ำเตือนสติตัวเองว่า เราจะไปที่ไหน และเราถอยห่างจากอะไร ...สาธุ
มารยาทดี ทำแล้ว ได้อะไร ในทางโลก และ ทางธรรม
สวัสดีครับ
การมีมารยาท ที่ดี ขอบอกว่า สามารถฝึกได้ มีความยาก ความท้าทายไม่น้อยกว่า การที่เราไปฝึกวิชาการต่อสู้ อย่างนั้นเลยนะครับ เพราะว่า มันต้องผ่าน การต่อสู้กับตัวตนของตัวเองเสียก่อน
คนโบราณเคยบอกว่า จิตใจคนเรา นั้นมันดื้อ มีกำลังมาก ต้องปรามด้วย สติ และ เรื่องสติ นี่จะมีสอนเหมือนกันทั้งใน หัวข้อ มารยาท และ ศิลปการต่อสู้
ใครเคยเรียน หรือ ดูหนังแนวที่มีการต่อสู้ อาจารย์ หรือ ปรมาจารย์ จะสอนเสมอให้ เป็นผู้มีใจอารี ไม่ทำร้ายใครก่อน ฝึกวิชาไว้เพื่อป้องกันตัว พิทักษ์รักษา คนที่เรารัก ขณะที่ ขั้นสูงสุดของการฝึกวิชาในสายเอเชียคือ มีการนั่งสมาธิ เพื่อรู้จักตัวเอง ประมาณนี้ นี่แบบนี้ ต้องมี คำว่า ใช้ สติ แน่ๆ
การเรียนมารยาทก็เ่ช่นกัน หากเราไม่ใช่คนที่ฝึกสติ สันดานดิบมันจะออกมาครับ นี่ไม่ใช่คนตรง (คนตรงนิยามเป็นอย่างไร อ่านบทความที่ผ่านมาครับผม) แต่เป็นคน ที่ไม่รู้จักขัดเกลาตัวเองต่างหาก คนเราเิกิดมา ไม่ได้เพื่อ มีความสุขแต่กับตัวเอง หรือกับคนใกล้ชิดไม่กี่คน แต่ ต้องดูแลสังคมด้วยในฐานะ สุภาพชน นั่นเอง การจะเป็นสุภาำพชน ได้นั้น ต้องมี สติ เช่นกันครับ และการฝึกตัวเองให้มีมารยาทนั้น ต้องตั้งใจขัดเกลา เพิ่มพูนสติ ไม่ด้อย ไปกว่า การฝึกศิลปะการต่อสู้ครับ หากไม่เชื่อ ลองฝึกเลยครับ
(คนที่ไม่ได้สนใจเรื่องมารยาทมาก่อนจะเห็นชัดเลย)
อย่างไรก็ตาม คนที่มีมารยาท มักจะได้รับการยอมรับในสังคม มีความเป็นสุภาพชน และผู้คนมักยกย่อง นับถือ ขอให้คุณมีมันจริงๆ เถอะ ไม่ใชมีบ้าง ไม่มีบ้าง อย่างที่เขาเรียกว่า แอ๊บแบ๊ว คือ แสร้งทำ
แต่จริงๆ แล้ว ไม่ได้มีมารยาทจริงๆ แบบนี้ไม่ไหวครับ
คนมีมารยาท มีความเป็นผู้ดีจริงๆ จะเข้า กับวลีที่ว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ครับ ระยะสั้นมากๆ อาจจะยังไม่เห็นผลแต่ระยะปานกลางถึงยาว จงดำรงความมีมารยาทเข้าไว้ รับรอง จะเห็นผลจากชื่อเสียงขจรขจาย จากการพิสูจน์ นานปี
มารยาทกับเรื่อง บุญกรรม มีความเกี่ยวข้องกันจนแยกออกจากกันไม่ได้ นั่นเพราะ ขณะที่เราทำเราต้องมี สติ ข้อหนึ่งแล้ว เรายังต้อง ระวังตัวเองระดับหนึ่ง มันก็คือ การปฏิบัติธรรมกลายๆ นี่ล่ะครับ ข้อที่ผมชอบนำมากล่าวอ้างคือ สัมมาวายาโม คือ ความเพียรชอบ เป็นหนึ่งในมรรคมีองค์แปด ครับ
สัมมาวายาโม เป็นอย่างไร ก็คือ การประกอบสิ่งดีให้เพิ่มพูนกับตัวมากๆ จากสิ่งน้อย ไปจนสิ่งใหญ่ๆ ขอให้พากเพียรทำไป ขณะที่ยังต้องประคองรักษาความดีนี้ไว้อย่าให้หนีหายหรือ เสื่อมลง เมื่ออายุมากขึ้น เวลาผ่านไป ความดีงามจะเพิ่มพูนประดับตัว แม้ใครที่ไหนไม่รู้ ฟ้าดินรู้ เรารู้เอง ข้อนี้สิสำคัญ เรารู้ เราจะเกิดความภาคภูมิใจ คล้ายๆ กับ เศรษฐีในทางโลก มีเงินทอง มีชีิวิตสุขสบาย เขาก็ภาคภูมิ แต่ในทางธรรม เราเป็นมหาเศรษฐีความดี มหาเศรษฐีแห่งกุศลธรรม เราก็ภาคภูมิเช่นกัน คนพวกนี้ จะมีความองอาจ ผ่าเผย สีหน้าผ่องใสเป็นนิจ ทนทานต่อ อกุศลธรรม มาร ศัตรู จะแพ้ภัยไปเอง
ข้อสรุปแรก คือ รักษากุศลธรรมเดิมไว้ให้เพิ่มพูน ไม่บกพร่อง ขณะที่หมั่นสร้าง กุศลธรรมใหม่ๆ เพิ่มเติมเสมอ ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะอย่าลืม ภพภูมิ ที่ได้เกิดเป็น มนุษย์นั้น แสนยาก นะครับ เกิดเป็นคนแล้ว เร่งสร้างความดีงามเพิ่มเข้ามาใส่ตัวให้มากๆ ครับ ทำให้ได้ทุกวัน ครับ
ขณะที่แม้เราจะไม่ใช่คนขาวสะอาดเสียเท่าไร แต่ หากเว้นจากอนันตริยกรรม 5 ข้อแล้ว ล้วนจะสามารถบรรลุธรรมะขั้นสูง ของพุทธศาสนาได้ เมื่อมีการบำเพ็ญเพียร ดังนั้น แสดงว่า ในหลักธรรมแล้วเราสามารถที่จะ ขัดเกลาตัวเองให้ ขาวสะอาดได้ อย่างเท่าเทียมกัน หากเราตัดสินใจ ที่จะบำเพ็ญเพียร
แต่เป็นแบบนี้แล้ว จงศรัทธาเสมอว่า เราจะลด ละ เลิก อกุศลใหม่ๆ ไม่ให้เกิดขึ้นอีก และ ชำระล้าง อกุศลเก่า ของเดิม ที่ทำไปแล้วให้หมดสิ้น โดย การ ลด ละ เลิก เช่นเดียวกัน นั่นเอง
ข้อสรุปที่สอง คือ การลดละเลิก ระวังไม่ให้อกุศลใหม่ เกิดขึ้นมา ทำให้ได้ทุกวัน จากนั้น ให้ดูว่าอกุศลเดิมอะไร ที่ทำแล้ว เกิดแล้ว ให้ถอยห่าง ลด ละ เลิก ให้หมด นี่คือวิธีที่ควรกระทำ
จากจข้อสรุปทั้ง 2 ข้อ คือ แนวทางของ มรรค ข้อหนึ่ง ที่มีชื่อเรียกว่า สัมมาวายาโม ครับ ซึ่งผมซาบซึ้งในธรรมะข้อนี้มาก เนื่องจากเพียงข้อเดียว ก็แทบจะทำให้โลกใบนี้ สงบได้ จากทุกข์ภัยทั้งหลายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วถ้าหากทำกันได้ ครบ มรรคมีองค์ 8 ล่ะ โลกของเราจะก้าวหน้าไปไกลขนาดไหน และสำหรับตัวบุคคลล่ะ เขาคนนั้นจะก้าวหน้าไปไกลขนาดไหน?
นี่คือบทความอีก 1 บทความที่ขอฝากไว้ครับ
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
การมีมารยาท ที่ดี ขอบอกว่า สามารถฝึกได้ มีความยาก ความท้าทายไม่น้อยกว่า การที่เราไปฝึกวิชาการต่อสู้ อย่างนั้นเลยนะครับ เพราะว่า มันต้องผ่าน การต่อสู้กับตัวตนของตัวเองเสียก่อน
คนโบราณเคยบอกว่า จิตใจคนเรา นั้นมันดื้อ มีกำลังมาก ต้องปรามด้วย สติ และ เรื่องสติ นี่จะมีสอนเหมือนกันทั้งใน หัวข้อ มารยาท และ ศิลปการต่อสู้
ใครเคยเรียน หรือ ดูหนังแนวที่มีการต่อสู้ อาจารย์ หรือ ปรมาจารย์ จะสอนเสมอให้ เป็นผู้มีใจอารี ไม่ทำร้ายใครก่อน ฝึกวิชาไว้เพื่อป้องกันตัว พิทักษ์รักษา คนที่เรารัก ขณะที่ ขั้นสูงสุดของการฝึกวิชาในสายเอเชียคือ มีการนั่งสมาธิ เพื่อรู้จักตัวเอง ประมาณนี้ นี่แบบนี้ ต้องมี คำว่า ใช้ สติ แน่ๆ
การเรียนมารยาทก็เ่ช่นกัน หากเราไม่ใช่คนที่ฝึกสติ สันดานดิบมันจะออกมาครับ นี่ไม่ใช่คนตรง (คนตรงนิยามเป็นอย่างไร อ่านบทความที่ผ่านมาครับผม) แต่เป็นคน ที่ไม่รู้จักขัดเกลาตัวเองต่างหาก คนเราเิกิดมา ไม่ได้เพื่อ มีความสุขแต่กับตัวเอง หรือกับคนใกล้ชิดไม่กี่คน แต่ ต้องดูแลสังคมด้วยในฐานะ สุภาพชน นั่นเอง การจะเป็นสุภาำพชน ได้นั้น ต้องมี สติ เช่นกันครับ และการฝึกตัวเองให้มีมารยาทนั้น ต้องตั้งใจขัดเกลา เพิ่มพูนสติ ไม่ด้อย ไปกว่า การฝึกศิลปะการต่อสู้ครับ หากไม่เชื่อ ลองฝึกเลยครับ
(คนที่ไม่ได้สนใจเรื่องมารยาทมาก่อนจะเห็นชัดเลย)
อย่างไรก็ตาม คนที่มีมารยาท มักจะได้รับการยอมรับในสังคม มีความเป็นสุภาพชน และผู้คนมักยกย่อง นับถือ ขอให้คุณมีมันจริงๆ เถอะ ไม่ใชมีบ้าง ไม่มีบ้าง อย่างที่เขาเรียกว่า แอ๊บแบ๊ว คือ แสร้งทำ
แต่จริงๆ แล้ว ไม่ได้มีมารยาทจริงๆ แบบนี้ไม่ไหวครับ
คนมีมารยาท มีความเป็นผู้ดีจริงๆ จะเข้า กับวลีที่ว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ครับ ระยะสั้นมากๆ อาจจะยังไม่เห็นผลแต่ระยะปานกลางถึงยาว จงดำรงความมีมารยาทเข้าไว้ รับรอง จะเห็นผลจากชื่อเสียงขจรขจาย จากการพิสูจน์ นานปี
มารยาทกับเรื่อง บุญกรรม มีความเกี่ยวข้องกันจนแยกออกจากกันไม่ได้ นั่นเพราะ ขณะที่เราทำเราต้องมี สติ ข้อหนึ่งแล้ว เรายังต้อง ระวังตัวเองระดับหนึ่ง มันก็คือ การปฏิบัติธรรมกลายๆ นี่ล่ะครับ ข้อที่ผมชอบนำมากล่าวอ้างคือ สัมมาวายาโม คือ ความเพียรชอบ เป็นหนึ่งในมรรคมีองค์แปด ครับ
สัมมาวายาโม เป็นอย่างไร ก็คือ การประกอบสิ่งดีให้เพิ่มพูนกับตัวมากๆ จากสิ่งน้อย ไปจนสิ่งใหญ่ๆ ขอให้พากเพียรทำไป ขณะที่ยังต้องประคองรักษาความดีนี้ไว้อย่าให้หนีหายหรือ เสื่อมลง เมื่ออายุมากขึ้น เวลาผ่านไป ความดีงามจะเพิ่มพูนประดับตัว แม้ใครที่ไหนไม่รู้ ฟ้าดินรู้ เรารู้เอง ข้อนี้สิสำคัญ เรารู้ เราจะเกิดความภาคภูมิใจ คล้ายๆ กับ เศรษฐีในทางโลก มีเงินทอง มีชีิวิตสุขสบาย เขาก็ภาคภูมิ แต่ในทางธรรม เราเป็นมหาเศรษฐีความดี มหาเศรษฐีแห่งกุศลธรรม เราก็ภาคภูมิเช่นกัน คนพวกนี้ จะมีความองอาจ ผ่าเผย สีหน้าผ่องใสเป็นนิจ ทนทานต่อ อกุศลธรรม มาร ศัตรู จะแพ้ภัยไปเอง
ข้อสรุปแรก คือ รักษากุศลธรรมเดิมไว้ให้เพิ่มพูน ไม่บกพร่อง ขณะที่หมั่นสร้าง กุศลธรรมใหม่ๆ เพิ่มเติมเสมอ ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะอย่าลืม ภพภูมิ ที่ได้เกิดเป็น มนุษย์นั้น แสนยาก นะครับ เกิดเป็นคนแล้ว เร่งสร้างความดีงามเพิ่มเข้ามาใส่ตัวให้มากๆ ครับ ทำให้ได้ทุกวัน ครับ
ขณะที่แม้เราจะไม่ใช่คนขาวสะอาดเสียเท่าไร แต่ หากเว้นจากอนันตริยกรรม 5 ข้อแล้ว ล้วนจะสามารถบรรลุธรรมะขั้นสูง ของพุทธศาสนาได้ เมื่อมีการบำเพ็ญเพียร ดังนั้น แสดงว่า ในหลักธรรมแล้วเราสามารถที่จะ ขัดเกลาตัวเองให้ ขาวสะอาดได้ อย่างเท่าเทียมกัน หากเราตัดสินใจ ที่จะบำเพ็ญเพียร
แต่เป็นแบบนี้แล้ว จงศรัทธาเสมอว่า เราจะลด ละ เลิก อกุศลใหม่ๆ ไม่ให้เกิดขึ้นอีก และ ชำระล้าง อกุศลเก่า ของเดิม ที่ทำไปแล้วให้หมดสิ้น โดย การ ลด ละ เลิก เช่นเดียวกัน นั่นเอง
ข้อสรุปที่สอง คือ การลดละเลิก ระวังไม่ให้อกุศลใหม่ เกิดขึ้นมา ทำให้ได้ทุกวัน จากนั้น ให้ดูว่าอกุศลเดิมอะไร ที่ทำแล้ว เกิดแล้ว ให้ถอยห่าง ลด ละ เลิก ให้หมด นี่คือวิธีที่ควรกระทำ
จากจข้อสรุปทั้ง 2 ข้อ คือ แนวทางของ มรรค ข้อหนึ่ง ที่มีชื่อเรียกว่า สัมมาวายาโม ครับ ซึ่งผมซาบซึ้งในธรรมะข้อนี้มาก เนื่องจากเพียงข้อเดียว ก็แทบจะทำให้โลกใบนี้ สงบได้ จากทุกข์ภัยทั้งหลายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วถ้าหากทำกันได้ ครบ มรรคมีองค์ 8 ล่ะ โลกของเราจะก้าวหน้าไปไกลขนาดไหน และสำหรับตัวบุคคลล่ะ เขาคนนั้นจะก้าวหน้าไปไกลขนาดไหน?
นี่คือบทความอีก 1 บทความที่ขอฝากไว้ครับ
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
Subscribe to:
Posts (Atom)