พระพุทธธรรม โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
คัดลอกมาจาก เว็บไซต์ ลานธรรมจัีกร
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=12831
ประทับใจมาก จะเป็นคนดี ควรมีข้อนี้ด้วย จะเหมือนยกก้อนหินหนักๆ ออกจากศรีษะ
แม้เราไม่ได้เบียดเบียนใคร แต่ คิดแต่เพ่งโทษผู้อื่น เรานี่ล่ะจะหนักใจไปเอง ระวังครับ
สาธุๆๆ
ขอขอบคุณ เว็บไซต์ ลานธรรมจักร ไว้ ณ. ที่นี้
(กรณี ต้นฉบับจริงๆ อาจจะเป็นจากที่อื่น ขอขอบพระคุณเช่นกันครับ และโปรดแจ้งกระผม ที่
konthaihappy@yahoo.com ขอบคุณครับ)
******************************************************************************
พระพุทธภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า “บัณฑิตย่อมไม่เพ่งโทษผู้อื่น”
อัญเชิญพระพุทธภาษิตนี้มาช่วยประเทศชาติของเราเถิด ถึงเวลาแล้วอย่าปล่อยให้สายเกินไป รู้อยู่แก่ใจ ว่าบ้านเมืองกำลังวุ่น กำลังร้อน อย่าไปมัวเพ่งโทษคนนั้นคนนี้ว่าไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ ควรทำอย่างนั้น ควรทำอย่างนี้
โดยมิได้นึกถึงตนเองเลยว่าต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ ที่เป็นบุญกุศล ไม่เป็นบาปไม่เป็นอกุศล แล้วทำตามที่คิดในทันที การมัวไปเพ่งโทษคนอื่นว่าทำผิดอย่างนั้น ทำไม่ดีอย่างนี้ นอกจากไม่ให้คุณแก่ใครแล้ว ไม่ช่วยประเทศชาติให้ร่มเย็นเป็นสุข
มีพระพุทธภาษิตเตือนไว้ว่า “บัณฑิตย่อมไม่เพ่งโทษผู้อื่น” เพราะไม่มีคุณสมบัติ มีแต่โทษสถานเดียว
ทุกคนน่าจะพยายามอยากเป็นบัณฑิตตามพระพุทธพจน์ พร้อมกับไม่ลืมนึกไปพร้อมกันด้วยว่า“บัณฑิตย่อมไม่เพ่งโทษผู้อื่น” และขณะนี้กำลังอ่านหนังสืออบรมจิตใจ เรียกว่าหนังสือธัมมะก็ไม่ผิด
เมื่อกล่าวถึงบัณฑิตจึงเป็นบัณฑิตทางธรรมด้วย คือเป็นคนดีมีปัญญา ไม่มีการศึกษาระดับปริญญาเอกโท ตรี เลยก็เป็นบัณฑิตในพระพุทธศาสนาได้ แม้เป็นคนดีมีปัญญา แต่แม้มีปริญญาเอก โท ตรี แต่ไม่มีความดีไม่มีปัญญา คือไม่ใช่คนดีมีปัญญา ก็ไม่ใช่บัณฑิตในทางธรรมในพระพุทธศาสนา
เมื่อนึกเช่นนี้ขึ้นมา ก็ทำให้นึกเลยไปจนได้ความคิดมาฝากให้เป็นประโยชน์แก่พวกเราทั้งหลาย นั่นก็คือเกิดความคิดเพ่งโทษผู้อื่นเมื่อใด ให้มีสติรับรู้ความจริง และบอกความจริงนั้นแก่ตนว่า ตนไม่ใช่บัณฑิต เพราะถ้าตนเป็นบัณฑิตก็คงไม่ไปเพ่งโทษคนนั้นคนนี้ ต้องเพ่งโทษตัวเองเท่านั้น
ก็ขอฝากไว้ให้พยายามมีสติระลึกรู้ความจริงนี้ไว้เสมอ ว่าตนเป็นบัณฑิตหรือไม่ใช่บัณฑิต อายตัวเองหรือไม่อาย เมื่อรู้แก่ใจว่าตนไม่ใช่คนดีมีปัญญา มีบุญได้เกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา ยังไม่ปฏิบัติตามที่สมเด็จพระบรมครูทรงสอน
: แสงส่องใจ อาสาฬหบูชา ๒๕๔๗
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
******************************************************************
ด้วยจิตคารวะ
คุณบอลล์ :0)
Thursday, December 19, 2013
Wednesday, December 11, 2013
คติในใจ เมื่อถูกรบกวนด้วย สิ่งไม่ดี จงท่องไว้ นรก นรก นรก และ สวรรค์ สวรรค์ สวรรค์
สวัสดีครับ
กระบวนการในสมอง และ จิตใจของคนเรา ต่างกัน แต่ ในระดับทางโลก อะไรที่ ถูกใจตัวเอง เรามักจะมีความสุข ด้วยกลวิธี ที่นำธรรมชาติข้อนี้มาใช้ บุคคลที่ยังมี กิเลสในตนมาก แต่อยาก ขัดเกลาตนเอง อาจให้วิธีนี้ได้ เช่นว่า
เมื่อคุณประสบ กับ บุคคล เหตุการณ์ อะไรที่ ไม่ดี ร้าย ไม่ยุติธรรม เอาเป็นว่า เป็นอกุศล
คุณรับรู้ได้ ว่า มันไม่ใช่เรื่องดี คุณคิดว่า คนที่ทำสิ่งเหล่านี้กับคุณ จะไปสวรรค์ หรือ นรก
ตอบได้ง่ายๆ ไปนรก เพื่อชดใช้กรรม หากเขาไม่ปรับเปลี่ยนตัวเอง ฟันธงว่า แน่นอน
จำวลีนี้ได้ไหมครับ
"ไม่มีสิ่งใดที่ทำแล้วเสียเปล่า ไม่มีกรรมใดที่ทำแล้วไม่ส่งผล"
คือ
"ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว" นั่นล่ะ
จงท่อง วลี นี้ ขึ้นในใจ คุณทันที ที่ประสบเหตุการณ์ อกุศลต่างๆ ดังนี้
"นรก นรก นรก คนเหล่านี้ ไม่รู้หรือว่า บั้นปลายที่ทำ อกุศลกรรม ต้องไปชดใช้กรรม ที่ นรก?"
จิตใจเราจะรับรู้ได้ทันที ว่า เราได้รู้ทัน และ ผ่อนคลายอารมณ์ลงไปทันที อย่างรวดเร็ว ลองดูครับ
ในขณะเดียวกันนั้น ให้ต่อด้วย ความคิด ในใจว่า
"สวรรค์ สวรรค์ สวรรค์ เราผู้ไม่ถือสา ให้อภัย ย่อมมีที่หมายบั้นปลาย ที่สวรรค์ เป็นแน่แท้ "
นี่ล่ะครับ กลไกนี้ อาจช่วยคุณดับอารมณ์ โลภ โกรธ หลง ได้ลงได้ อย่าง มหาศาล
แต่ แต่ แต่ อย่าเพิ่งฝันหวานเกินไป ต้องฝืกทำไปครับ ไม่นาน คุณจะสนุก กับการได้ทำ แบบนี้ ซึ่งจะนำคุณ ไปสู่ธรรมะ ที่สูงขึ้น ลึกซึ้งขึ้นในที่สุด
สวัสดีครับ
คุณบอลล์
ปล. นรก นรก นรก ...สวรรค์ สวรรค์ สวรรค์
เหล่านี้คือการย้ำเตือนสติตัวเองว่า เราจะไปที่ไหน และเราถอยห่างจากอะไร ...สาธุ
กระบวนการในสมอง และ จิตใจของคนเรา ต่างกัน แต่ ในระดับทางโลก อะไรที่ ถูกใจตัวเอง เรามักจะมีความสุข ด้วยกลวิธี ที่นำธรรมชาติข้อนี้มาใช้ บุคคลที่ยังมี กิเลสในตนมาก แต่อยาก ขัดเกลาตนเอง อาจให้วิธีนี้ได้ เช่นว่า
เมื่อคุณประสบ กับ บุคคล เหตุการณ์ อะไรที่ ไม่ดี ร้าย ไม่ยุติธรรม เอาเป็นว่า เป็นอกุศล
คุณรับรู้ได้ ว่า มันไม่ใช่เรื่องดี คุณคิดว่า คนที่ทำสิ่งเหล่านี้กับคุณ จะไปสวรรค์ หรือ นรก
ตอบได้ง่ายๆ ไปนรก เพื่อชดใช้กรรม หากเขาไม่ปรับเปลี่ยนตัวเอง ฟันธงว่า แน่นอน
จำวลีนี้ได้ไหมครับ
"ไม่มีสิ่งใดที่ทำแล้วเสียเปล่า ไม่มีกรรมใดที่ทำแล้วไม่ส่งผล"
คือ
"ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว" นั่นล่ะ
จงท่อง วลี นี้ ขึ้นในใจ คุณทันที ที่ประสบเหตุการณ์ อกุศลต่างๆ ดังนี้
"นรก นรก นรก คนเหล่านี้ ไม่รู้หรือว่า บั้นปลายที่ทำ อกุศลกรรม ต้องไปชดใช้กรรม ที่ นรก?"
จิตใจเราจะรับรู้ได้ทันที ว่า เราได้รู้ทัน และ ผ่อนคลายอารมณ์ลงไปทันที อย่างรวดเร็ว ลองดูครับ
ในขณะเดียวกันนั้น ให้ต่อด้วย ความคิด ในใจว่า
"สวรรค์ สวรรค์ สวรรค์ เราผู้ไม่ถือสา ให้อภัย ย่อมมีที่หมายบั้นปลาย ที่สวรรค์ เป็นแน่แท้ "
นี่ล่ะครับ กลไกนี้ อาจช่วยคุณดับอารมณ์ โลภ โกรธ หลง ได้ลงได้ อย่าง มหาศาล
แต่ แต่ แต่ อย่าเพิ่งฝันหวานเกินไป ต้องฝืกทำไปครับ ไม่นาน คุณจะสนุก กับการได้ทำ แบบนี้ ซึ่งจะนำคุณ ไปสู่ธรรมะ ที่สูงขึ้น ลึกซึ้งขึ้นในที่สุด
สวัสดีครับ
คุณบอลล์
ปล. นรก นรก นรก ...สวรรค์ สวรรค์ สวรรค์
เหล่านี้คือการย้ำเตือนสติตัวเองว่า เราจะไปที่ไหน และเราถอยห่างจากอะไร ...สาธุ
มารยาทดี ทำแล้ว ได้อะไร ในทางโลก และ ทางธรรม
สวัสดีครับ
การมีมารยาท ที่ดี ขอบอกว่า สามารถฝึกได้ มีความยาก ความท้าทายไม่น้อยกว่า การที่เราไปฝึกวิชาการต่อสู้ อย่างนั้นเลยนะครับ เพราะว่า มันต้องผ่าน การต่อสู้กับตัวตนของตัวเองเสียก่อน
คนโบราณเคยบอกว่า จิตใจคนเรา นั้นมันดื้อ มีกำลังมาก ต้องปรามด้วย สติ และ เรื่องสติ นี่จะมีสอนเหมือนกันทั้งใน หัวข้อ มารยาท และ ศิลปการต่อสู้
ใครเคยเรียน หรือ ดูหนังแนวที่มีการต่อสู้ อาจารย์ หรือ ปรมาจารย์ จะสอนเสมอให้ เป็นผู้มีใจอารี ไม่ทำร้ายใครก่อน ฝึกวิชาไว้เพื่อป้องกันตัว พิทักษ์รักษา คนที่เรารัก ขณะที่ ขั้นสูงสุดของการฝึกวิชาในสายเอเชียคือ มีการนั่งสมาธิ เพื่อรู้จักตัวเอง ประมาณนี้ นี่แบบนี้ ต้องมี คำว่า ใช้ สติ แน่ๆ
การเรียนมารยาทก็เ่ช่นกัน หากเราไม่ใช่คนที่ฝึกสติ สันดานดิบมันจะออกมาครับ นี่ไม่ใช่คนตรง (คนตรงนิยามเป็นอย่างไร อ่านบทความที่ผ่านมาครับผม) แต่เป็นคน ที่ไม่รู้จักขัดเกลาตัวเองต่างหาก คนเราเิกิดมา ไม่ได้เพื่อ มีความสุขแต่กับตัวเอง หรือกับคนใกล้ชิดไม่กี่คน แต่ ต้องดูแลสังคมด้วยในฐานะ สุภาพชน นั่นเอง การจะเป็นสุภาำพชน ได้นั้น ต้องมี สติ เช่นกันครับ และการฝึกตัวเองให้มีมารยาทนั้น ต้องตั้งใจขัดเกลา เพิ่มพูนสติ ไม่ด้อย ไปกว่า การฝึกศิลปะการต่อสู้ครับ หากไม่เชื่อ ลองฝึกเลยครับ
(คนที่ไม่ได้สนใจเรื่องมารยาทมาก่อนจะเห็นชัดเลย)
อย่างไรก็ตาม คนที่มีมารยาท มักจะได้รับการยอมรับในสังคม มีความเป็นสุภาพชน และผู้คนมักยกย่อง นับถือ ขอให้คุณมีมันจริงๆ เถอะ ไม่ใชมีบ้าง ไม่มีบ้าง อย่างที่เขาเรียกว่า แอ๊บแบ๊ว คือ แสร้งทำ
แต่จริงๆ แล้ว ไม่ได้มีมารยาทจริงๆ แบบนี้ไม่ไหวครับ
คนมีมารยาท มีความเป็นผู้ดีจริงๆ จะเข้า กับวลีที่ว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ครับ ระยะสั้นมากๆ อาจจะยังไม่เห็นผลแต่ระยะปานกลางถึงยาว จงดำรงความมีมารยาทเข้าไว้ รับรอง จะเห็นผลจากชื่อเสียงขจรขจาย จากการพิสูจน์ นานปี
มารยาทกับเรื่อง บุญกรรม มีความเกี่ยวข้องกันจนแยกออกจากกันไม่ได้ นั่นเพราะ ขณะที่เราทำเราต้องมี สติ ข้อหนึ่งแล้ว เรายังต้อง ระวังตัวเองระดับหนึ่ง มันก็คือ การปฏิบัติธรรมกลายๆ นี่ล่ะครับ ข้อที่ผมชอบนำมากล่าวอ้างคือ สัมมาวายาโม คือ ความเพียรชอบ เป็นหนึ่งในมรรคมีองค์แปด ครับ
สัมมาวายาโม เป็นอย่างไร ก็คือ การประกอบสิ่งดีให้เพิ่มพูนกับตัวมากๆ จากสิ่งน้อย ไปจนสิ่งใหญ่ๆ ขอให้พากเพียรทำไป ขณะที่ยังต้องประคองรักษาความดีนี้ไว้อย่าให้หนีหายหรือ เสื่อมลง เมื่ออายุมากขึ้น เวลาผ่านไป ความดีงามจะเพิ่มพูนประดับตัว แม้ใครที่ไหนไม่รู้ ฟ้าดินรู้ เรารู้เอง ข้อนี้สิสำคัญ เรารู้ เราจะเกิดความภาคภูมิใจ คล้ายๆ กับ เศรษฐีในทางโลก มีเงินทอง มีชีิวิตสุขสบาย เขาก็ภาคภูมิ แต่ในทางธรรม เราเป็นมหาเศรษฐีความดี มหาเศรษฐีแห่งกุศลธรรม เราก็ภาคภูมิเช่นกัน คนพวกนี้ จะมีความองอาจ ผ่าเผย สีหน้าผ่องใสเป็นนิจ ทนทานต่อ อกุศลธรรม มาร ศัตรู จะแพ้ภัยไปเอง
ข้อสรุปแรก คือ รักษากุศลธรรมเดิมไว้ให้เพิ่มพูน ไม่บกพร่อง ขณะที่หมั่นสร้าง กุศลธรรมใหม่ๆ เพิ่มเติมเสมอ ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะอย่าลืม ภพภูมิ ที่ได้เกิดเป็น มนุษย์นั้น แสนยาก นะครับ เกิดเป็นคนแล้ว เร่งสร้างความดีงามเพิ่มเข้ามาใส่ตัวให้มากๆ ครับ ทำให้ได้ทุกวัน ครับ
ขณะที่แม้เราจะไม่ใช่คนขาวสะอาดเสียเท่าไร แต่ หากเว้นจากอนันตริยกรรม 5 ข้อแล้ว ล้วนจะสามารถบรรลุธรรมะขั้นสูง ของพุทธศาสนาได้ เมื่อมีการบำเพ็ญเพียร ดังนั้น แสดงว่า ในหลักธรรมแล้วเราสามารถที่จะ ขัดเกลาตัวเองให้ ขาวสะอาดได้ อย่างเท่าเทียมกัน หากเราตัดสินใจ ที่จะบำเพ็ญเพียร
แต่เป็นแบบนี้แล้ว จงศรัทธาเสมอว่า เราจะลด ละ เลิก อกุศลใหม่ๆ ไม่ให้เกิดขึ้นอีก และ ชำระล้าง อกุศลเก่า ของเดิม ที่ทำไปแล้วให้หมดสิ้น โดย การ ลด ละ เลิก เช่นเดียวกัน นั่นเอง
ข้อสรุปที่สอง คือ การลดละเลิก ระวังไม่ให้อกุศลใหม่ เกิดขึ้นมา ทำให้ได้ทุกวัน จากนั้น ให้ดูว่าอกุศลเดิมอะไร ที่ทำแล้ว เกิดแล้ว ให้ถอยห่าง ลด ละ เลิก ให้หมด นี่คือวิธีที่ควรกระทำ
จากจข้อสรุปทั้ง 2 ข้อ คือ แนวทางของ มรรค ข้อหนึ่ง ที่มีชื่อเรียกว่า สัมมาวายาโม ครับ ซึ่งผมซาบซึ้งในธรรมะข้อนี้มาก เนื่องจากเพียงข้อเดียว ก็แทบจะทำให้โลกใบนี้ สงบได้ จากทุกข์ภัยทั้งหลายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วถ้าหากทำกันได้ ครบ มรรคมีองค์ 8 ล่ะ โลกของเราจะก้าวหน้าไปไกลขนาดไหน และสำหรับตัวบุคคลล่ะ เขาคนนั้นจะก้าวหน้าไปไกลขนาดไหน?
นี่คือบทความอีก 1 บทความที่ขอฝากไว้ครับ
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
การมีมารยาท ที่ดี ขอบอกว่า สามารถฝึกได้ มีความยาก ความท้าทายไม่น้อยกว่า การที่เราไปฝึกวิชาการต่อสู้ อย่างนั้นเลยนะครับ เพราะว่า มันต้องผ่าน การต่อสู้กับตัวตนของตัวเองเสียก่อน
คนโบราณเคยบอกว่า จิตใจคนเรา นั้นมันดื้อ มีกำลังมาก ต้องปรามด้วย สติ และ เรื่องสติ นี่จะมีสอนเหมือนกันทั้งใน หัวข้อ มารยาท และ ศิลปการต่อสู้
ใครเคยเรียน หรือ ดูหนังแนวที่มีการต่อสู้ อาจารย์ หรือ ปรมาจารย์ จะสอนเสมอให้ เป็นผู้มีใจอารี ไม่ทำร้ายใครก่อน ฝึกวิชาไว้เพื่อป้องกันตัว พิทักษ์รักษา คนที่เรารัก ขณะที่ ขั้นสูงสุดของการฝึกวิชาในสายเอเชียคือ มีการนั่งสมาธิ เพื่อรู้จักตัวเอง ประมาณนี้ นี่แบบนี้ ต้องมี คำว่า ใช้ สติ แน่ๆ
การเรียนมารยาทก็เ่ช่นกัน หากเราไม่ใช่คนที่ฝึกสติ สันดานดิบมันจะออกมาครับ นี่ไม่ใช่คนตรง (คนตรงนิยามเป็นอย่างไร อ่านบทความที่ผ่านมาครับผม) แต่เป็นคน ที่ไม่รู้จักขัดเกลาตัวเองต่างหาก คนเราเิกิดมา ไม่ได้เพื่อ มีความสุขแต่กับตัวเอง หรือกับคนใกล้ชิดไม่กี่คน แต่ ต้องดูแลสังคมด้วยในฐานะ สุภาพชน นั่นเอง การจะเป็นสุภาำพชน ได้นั้น ต้องมี สติ เช่นกันครับ และการฝึกตัวเองให้มีมารยาทนั้น ต้องตั้งใจขัดเกลา เพิ่มพูนสติ ไม่ด้อย ไปกว่า การฝึกศิลปะการต่อสู้ครับ หากไม่เชื่อ ลองฝึกเลยครับ
(คนที่ไม่ได้สนใจเรื่องมารยาทมาก่อนจะเห็นชัดเลย)
อย่างไรก็ตาม คนที่มีมารยาท มักจะได้รับการยอมรับในสังคม มีความเป็นสุภาพชน และผู้คนมักยกย่อง นับถือ ขอให้คุณมีมันจริงๆ เถอะ ไม่ใชมีบ้าง ไม่มีบ้าง อย่างที่เขาเรียกว่า แอ๊บแบ๊ว คือ แสร้งทำ
แต่จริงๆ แล้ว ไม่ได้มีมารยาทจริงๆ แบบนี้ไม่ไหวครับ
คนมีมารยาท มีความเป็นผู้ดีจริงๆ จะเข้า กับวลีที่ว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ครับ ระยะสั้นมากๆ อาจจะยังไม่เห็นผลแต่ระยะปานกลางถึงยาว จงดำรงความมีมารยาทเข้าไว้ รับรอง จะเห็นผลจากชื่อเสียงขจรขจาย จากการพิสูจน์ นานปี
มารยาทกับเรื่อง บุญกรรม มีความเกี่ยวข้องกันจนแยกออกจากกันไม่ได้ นั่นเพราะ ขณะที่เราทำเราต้องมี สติ ข้อหนึ่งแล้ว เรายังต้อง ระวังตัวเองระดับหนึ่ง มันก็คือ การปฏิบัติธรรมกลายๆ นี่ล่ะครับ ข้อที่ผมชอบนำมากล่าวอ้างคือ สัมมาวายาโม คือ ความเพียรชอบ เป็นหนึ่งในมรรคมีองค์แปด ครับ
สัมมาวายาโม เป็นอย่างไร ก็คือ การประกอบสิ่งดีให้เพิ่มพูนกับตัวมากๆ จากสิ่งน้อย ไปจนสิ่งใหญ่ๆ ขอให้พากเพียรทำไป ขณะที่ยังต้องประคองรักษาความดีนี้ไว้อย่าให้หนีหายหรือ เสื่อมลง เมื่ออายุมากขึ้น เวลาผ่านไป ความดีงามจะเพิ่มพูนประดับตัว แม้ใครที่ไหนไม่รู้ ฟ้าดินรู้ เรารู้เอง ข้อนี้สิสำคัญ เรารู้ เราจะเกิดความภาคภูมิใจ คล้ายๆ กับ เศรษฐีในทางโลก มีเงินทอง มีชีิวิตสุขสบาย เขาก็ภาคภูมิ แต่ในทางธรรม เราเป็นมหาเศรษฐีความดี มหาเศรษฐีแห่งกุศลธรรม เราก็ภาคภูมิเช่นกัน คนพวกนี้ จะมีความองอาจ ผ่าเผย สีหน้าผ่องใสเป็นนิจ ทนทานต่อ อกุศลธรรม มาร ศัตรู จะแพ้ภัยไปเอง
ข้อสรุปแรก คือ รักษากุศลธรรมเดิมไว้ให้เพิ่มพูน ไม่บกพร่อง ขณะที่หมั่นสร้าง กุศลธรรมใหม่ๆ เพิ่มเติมเสมอ ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะอย่าลืม ภพภูมิ ที่ได้เกิดเป็น มนุษย์นั้น แสนยาก นะครับ เกิดเป็นคนแล้ว เร่งสร้างความดีงามเพิ่มเข้ามาใส่ตัวให้มากๆ ครับ ทำให้ได้ทุกวัน ครับ
ขณะที่แม้เราจะไม่ใช่คนขาวสะอาดเสียเท่าไร แต่ หากเว้นจากอนันตริยกรรม 5 ข้อแล้ว ล้วนจะสามารถบรรลุธรรมะขั้นสูง ของพุทธศาสนาได้ เมื่อมีการบำเพ็ญเพียร ดังนั้น แสดงว่า ในหลักธรรมแล้วเราสามารถที่จะ ขัดเกลาตัวเองให้ ขาวสะอาดได้ อย่างเท่าเทียมกัน หากเราตัดสินใจ ที่จะบำเพ็ญเพียร
แต่เป็นแบบนี้แล้ว จงศรัทธาเสมอว่า เราจะลด ละ เลิก อกุศลใหม่ๆ ไม่ให้เกิดขึ้นอีก และ ชำระล้าง อกุศลเก่า ของเดิม ที่ทำไปแล้วให้หมดสิ้น โดย การ ลด ละ เลิก เช่นเดียวกัน นั่นเอง
ข้อสรุปที่สอง คือ การลดละเลิก ระวังไม่ให้อกุศลใหม่ เกิดขึ้นมา ทำให้ได้ทุกวัน จากนั้น ให้ดูว่าอกุศลเดิมอะไร ที่ทำแล้ว เกิดแล้ว ให้ถอยห่าง ลด ละ เลิก ให้หมด นี่คือวิธีที่ควรกระทำ
จากจข้อสรุปทั้ง 2 ข้อ คือ แนวทางของ มรรค ข้อหนึ่ง ที่มีชื่อเรียกว่า สัมมาวายาโม ครับ ซึ่งผมซาบซึ้งในธรรมะข้อนี้มาก เนื่องจากเพียงข้อเดียว ก็แทบจะทำให้โลกใบนี้ สงบได้ จากทุกข์ภัยทั้งหลายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วถ้าหากทำกันได้ ครบ มรรคมีองค์ 8 ล่ะ โลกของเราจะก้าวหน้าไปไกลขนาดไหน และสำหรับตัวบุคคลล่ะ เขาคนนั้นจะก้าวหน้าไปไกลขนาดไหน?
นี่คือบทความอีก 1 บทความที่ขอฝากไว้ครับ
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
Wednesday, November 20, 2013
กรรมที่ซ้ำๆ เราอาจจะรำคาญ ก็จงมีสติ สงบนิ่ง เห็นตัวเองแล้ว มันจะผ่านไป เชื่อในกฎแห่งกรรม
สวัสดีครับ
ในช่วงชีวิตหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นวัยไหนก็ตาม หลายๆ คนจะพบว่า มีเรื่องราวบางอย่าง มันเหมือนตามราวีเราซ้ำๆ เปลี่ยนแต่ ฉาก สถานที่ บุคคล และ เหตุการณ์ เพียงแต่ จะมีความเข้มข้น มากน้อยนั้นต่างกันไป แต่เชื่อไหม นั่นเป็นการหลอกล่อให้เรา ทุกข์ไปเปล่าๆ ครับ
ในพุทธศาสนานั้น มีเรื่อง กฎแห่งกรรม คอยกำกับอยู่ ซึ่งไม่ช้านาน กรรมดี หรือ ชั่วย่อมสนอง ผู้กระทำไม่ว่าเขาทำดี หรือ ทำชั่ว ก็ตาม เมื่อเราเป็น ชาวพุทธ และ ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้าก็อย่าไป ไปหลงกล มารที่มาหลอกล่อครับ
หลวงพ่อท่านหนึ่งเป็นครูบาอาจารย์ สมัยก่อนผมเกิดเสียอีก ผมขออภัยจำฉายา ของท่านไม่ได้ เพียงแต่อ่านเจอในหนังสือว่า วันหนึ่งนั้น มีพระในวัด มาฟ้องท่านว่า ถูกพระอีกคนเขกหัวเอา เมื่อเรียกมาไต่ถาม หลวงพ่อท่านนั้นกลับ วินิจฉัยว่า พระรูปที่โดนเขกหัวน่ะผิด พระรูปนั้น งง เป็นไก่ตาแตก อ้าวทำไมผมผิดล่ะท่าน
หลวงพ่อท่าน ว่า ชาติก่อนคุณน่ะ ทำเขามาก่อน ชาตินี้เขาถึงได้ตามมาเอาคืน
โครงเรื่องประมาณนี้ครับ หากผมเล่า คลาดเคลื่อนก็ขออภัยอย่างแรงไว้ที่นี้ครับ
ข้อข้างต้น ก็ไม่ใช่ไม่มีเหตุผลเสียทีเดียว เพราะว่า หลวงพ่อท่านได้ ฉายแนวคิดเรื่อง กฎแห่งกรรมให้เราเข้าใจได้ อย่างชัดเจน ในประโยคเดียว และ มันทำให้ผมฉุกคิด เรื่อง การจองเวรจองกรรมครับ
ลองคิดดูนะครับ หากเราไม่คิดไป เอาคืน แก้แค้น อาฆาต ท้ายที่สุด กรรมเลวๆ นั้น สำหรับคนที่ทำกับเรา จะเล็ก จะใหญ่ จะบ่อย จะนานๆ ที มันจะย้อนกลับไปโดนที่ใคร ไม่ได้ให้สะใจ และ ให้ความสำคัญตรงนี้นะครับ เพราะ หน้าที่ ของกฎแห่งกรรมจะตามสนองเขาเอง ไม่มีทางหนีได้ ไม่มีใครล้างให้ได้ ทำอย่างไร ก็รับแบบนั้น ยิ่งมีจิตใจ ตั้งใจทำกรรมเลวมากเท่าใด ผลกรรมก็ทวีคูณไปเท่านั้น
ขณะเีดียวกัน มีจิตตั้งใจทำ กุศลกรรม มากเพียงใด เราก็จะได้รับ ผลบุญมากขึ้นเป็นทวีคูณเช่นกัน ไม่เห็นหรือครับ คนที่ทำบุญเป็น เขาจะประนมมือตั้งจิตอธิษฐานกันก่อน ทำบุญเสมอ นั่นล่ะเป็นหนึ่งในการตั้่งใจในการทำสิ่งดีๆ ครับ
แนวคิด ที่ได้จากหลวงพ่อ และ จากคำสอนในพุทธศาสนา นั้น อย่าได้แต่อ่าน ศึกษา แต่จงศรัทธา และ รอคอย หากท่านยังไม่เห็นผลกรรม กับคนที่ทำกับเราไว้ กับตา แสดงว่า ยังเร็วไปครับ (ไม่ได้ให้อาฆาตนะครับ ไม่ต้องนับวันรอด้วย แบบนี้กลายเป็นบาปไปอีกนะครับ ระวัง) เมื่อไรได้เห็นผลตอบสนองที่ กรรม ทำหน้าที่ของเขา คุณจะมีศรัทธา ที่ทวีคูณครับว่า คำสอน พระพุทธเจ้า นั้นเป็นของแท้ แน่นอน
หรือหากไม่อยากรอนานนัก ก็จง ศรัทธา อย่างมีปัญญา มองเห็นสภาพธรรม รอบๆตัว เห็นการเกิดดับของ กฎแห่งกรรม ที่ผ่านมาในชีวิตเรา แล้วจงศรัทธา ให้จริง คุณก็จะมี เกราะคุ้มกันภัย จาก ภัยร้ายทั้งโดยไม่ตั้งใจ หรือ ภัยจากความตั้งใจ ของใครก็ตาม เป็นเกราะที่ล้ำเลิศ เกราะนี้คือ พลังศรัทธา นั่นเอง
ศรัทธา นี้ดีอย่างไร
1.ศรัทธาทำให้เห็นชัดในเรื่อง ธรรมะ ทุกข้อของพระพุทธเจ้า เกิดปิติ มั่นใจ และ อบอุ่นใจ กลายเป็น
คนอยู่กับร่องกับรอย เพราะมีหลักยึด ที่ล้ำเลิศ คือ พระธรรมของพระพุทธเจ้า
2.ศรัทธา เรื่องกฎแห่งกรรม จะลด ความพยาบาท อาฆาต การคิดแก้แค้น เอาคืน อารมณ์ โกรธ ลงได้
เกือบ 100% เพียงแต่คุณเชื่อใน กฎแห่งกรรม นี่ก็ดีถมถืดแล้วสำหรับ ปุภุชน ที่ยังไม่มีเวลาปฏิับัติธรรมหลากหัวข้อ และลงลึก
3.ศรัทธา ทำให้เห็นสภาพธรรม วันหนึ่งนอกจากจะเห็นผลของกรรม ทั้งดีชั่วจาก สิ่งแวดล้อมรอบข้าง คุณก็จะเห็นจาก เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวคุณ กันอย่างชัดๆ แรงๆ ซึ่งผมบอกเลยว่า มันมีจริงๆ ครับ
4.ศรัทธา ทำให้รู้ทันธรรมชาติว่า คนเรานี้ ถูกหลอกล่อให้ หลงใน 3 ทิศทาง คือ
-โลภ
-โกรธ
-หลง
รวมเรียกว่า อุปกิเลส
ซึ่งมีในตัวเราทุกคน แต่ปัญหาคือ เราแก่ขึ้นทุกวัน ผมขอเตือนว่า ก่อนอายุราวๆ 40 ปี ควรหันหน้าไปทางสร้างความดี มากกว่า ย่ำอยู่กับ ความไม่ดี ความผิด ที่เราเองก็รู้ เพราะว่า จากประสบการณืของผม ผมเห็นมากับตา คือ
1.จะเปลี่ยนยากขึ้น แต่หาก จะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้
2. กรรมที่ไม่ดี จะปรากฎในระยะ 40 ปี เป็นต้นไป ค่อนข้างเร็ว และ มาก (มีข้อสังเ้กตุ ส่วนตัวว่า อาจจะมีผลมาจาก กรรมดีในอดีตถูกใช้ไปเยอะแล้ว กว่า 40 ปี กรรมดีปัจจุบันทำไว้น้อยไปหน่อย และ กรรมชั่วในชาตินี้กลับทำไว้เยอะั แบบนี้เป็นต้น อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะครับ)
สำหรับผม ก่อนอายุ 40 ปี เราควรได้นั่งวิเคราะห์ตัวเองให้เสร็จครับ สักหลายๆ รอบ มีกรรมแรงๆ อะไรบ้าง ที่ควรงดเด็ดขาด หลัง อายุ 40 ปี แต่ ก็เมื่อเราลงได้ นั่งทบทวนแล้วก็เริ่มมันเลยสิครับ จะรอ 40 ทำไม จริงไหม?
5.ศรัทธา จะนำสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตเรา ขอให้มีสติรับรู้ และ พอกพูน สิ่งดีๆ ให้มากขึ้น ขณะที่ ต้องรักษาสิ่งดีๆ เหล่านั้นไว้ให้ได้ มีการจัดระเบียบความคิด และอย่าทำแบบ ได้หน้าลืมหลัง ทำไปทำมา เหลือ ศูนย์ อีกแล้วแบบนี้ เสียดายโอกาสที่เราได้เป็น มนุษย์ในชาตินี้นะครับ
โดยสรุปแล้ว ก็ขอให้ เผชิญกรรมที่ไม่ดี ด้วยความมีศรัทธาในกฎแห่งกรรมครับ และดูแลตัวเองให้ดีให้คิดว่า ต้องไม่ยอมแพ้ที่จะสร้างสิ่งดีงามให้มากๆเข้าไว้ ในภพภูมิของการได้เป็น มนุษย์ ในชาตินี้ของเราครับผม
สวัสดีครับ
คุณ บอลล์ :0)
ในช่วงชีวิตหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นวัยไหนก็ตาม หลายๆ คนจะพบว่า มีเรื่องราวบางอย่าง มันเหมือนตามราวีเราซ้ำๆ เปลี่ยนแต่ ฉาก สถานที่ บุคคล และ เหตุการณ์ เพียงแต่ จะมีความเข้มข้น มากน้อยนั้นต่างกันไป แต่เชื่อไหม นั่นเป็นการหลอกล่อให้เรา ทุกข์ไปเปล่าๆ ครับ
ในพุทธศาสนานั้น มีเรื่อง กฎแห่งกรรม คอยกำกับอยู่ ซึ่งไม่ช้านาน กรรมดี หรือ ชั่วย่อมสนอง ผู้กระทำไม่ว่าเขาทำดี หรือ ทำชั่ว ก็ตาม เมื่อเราเป็น ชาวพุทธ และ ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้าก็อย่าไป ไปหลงกล มารที่มาหลอกล่อครับ
หลวงพ่อท่านหนึ่งเป็นครูบาอาจารย์ สมัยก่อนผมเกิดเสียอีก ผมขออภัยจำฉายา ของท่านไม่ได้ เพียงแต่อ่านเจอในหนังสือว่า วันหนึ่งนั้น มีพระในวัด มาฟ้องท่านว่า ถูกพระอีกคนเขกหัวเอา เมื่อเรียกมาไต่ถาม หลวงพ่อท่านนั้นกลับ วินิจฉัยว่า พระรูปที่โดนเขกหัวน่ะผิด พระรูปนั้น งง เป็นไก่ตาแตก อ้าวทำไมผมผิดล่ะท่าน
หลวงพ่อท่าน ว่า ชาติก่อนคุณน่ะ ทำเขามาก่อน ชาตินี้เขาถึงได้ตามมาเอาคืน
โครงเรื่องประมาณนี้ครับ หากผมเล่า คลาดเคลื่อนก็ขออภัยอย่างแรงไว้ที่นี้ครับ
ข้อข้างต้น ก็ไม่ใช่ไม่มีเหตุผลเสียทีเดียว เพราะว่า หลวงพ่อท่านได้ ฉายแนวคิดเรื่อง กฎแห่งกรรมให้เราเข้าใจได้ อย่างชัดเจน ในประโยคเดียว และ มันทำให้ผมฉุกคิด เรื่อง การจองเวรจองกรรมครับ
ลองคิดดูนะครับ หากเราไม่คิดไป เอาคืน แก้แค้น อาฆาต ท้ายที่สุด กรรมเลวๆ นั้น สำหรับคนที่ทำกับเรา จะเล็ก จะใหญ่ จะบ่อย จะนานๆ ที มันจะย้อนกลับไปโดนที่ใคร ไม่ได้ให้สะใจ และ ให้ความสำคัญตรงนี้นะครับ เพราะ หน้าที่ ของกฎแห่งกรรมจะตามสนองเขาเอง ไม่มีทางหนีได้ ไม่มีใครล้างให้ได้ ทำอย่างไร ก็รับแบบนั้น ยิ่งมีจิตใจ ตั้งใจทำกรรมเลวมากเท่าใด ผลกรรมก็ทวีคูณไปเท่านั้น
ขณะเีดียวกัน มีจิตตั้งใจทำ กุศลกรรม มากเพียงใด เราก็จะได้รับ ผลบุญมากขึ้นเป็นทวีคูณเช่นกัน ไม่เห็นหรือครับ คนที่ทำบุญเป็น เขาจะประนมมือตั้งจิตอธิษฐานกันก่อน ทำบุญเสมอ นั่นล่ะเป็นหนึ่งในการตั้่งใจในการทำสิ่งดีๆ ครับ
แนวคิด ที่ได้จากหลวงพ่อ และ จากคำสอนในพุทธศาสนา นั้น อย่าได้แต่อ่าน ศึกษา แต่จงศรัทธา และ รอคอย หากท่านยังไม่เห็นผลกรรม กับคนที่ทำกับเราไว้ กับตา แสดงว่า ยังเร็วไปครับ (ไม่ได้ให้อาฆาตนะครับ ไม่ต้องนับวันรอด้วย แบบนี้กลายเป็นบาปไปอีกนะครับ ระวัง) เมื่อไรได้เห็นผลตอบสนองที่ กรรม ทำหน้าที่ของเขา คุณจะมีศรัทธา ที่ทวีคูณครับว่า คำสอน พระพุทธเจ้า นั้นเป็นของแท้ แน่นอน
หรือหากไม่อยากรอนานนัก ก็จง ศรัทธา อย่างมีปัญญา มองเห็นสภาพธรรม รอบๆตัว เห็นการเกิดดับของ กฎแห่งกรรม ที่ผ่านมาในชีวิตเรา แล้วจงศรัทธา ให้จริง คุณก็จะมี เกราะคุ้มกันภัย จาก ภัยร้ายทั้งโดยไม่ตั้งใจ หรือ ภัยจากความตั้งใจ ของใครก็ตาม เป็นเกราะที่ล้ำเลิศ เกราะนี้คือ พลังศรัทธา นั่นเอง
ศรัทธา นี้ดีอย่างไร
1.ศรัทธาทำให้เห็นชัดในเรื่อง ธรรมะ ทุกข้อของพระพุทธเจ้า เกิดปิติ มั่นใจ และ อบอุ่นใจ กลายเป็น
คนอยู่กับร่องกับรอย เพราะมีหลักยึด ที่ล้ำเลิศ คือ พระธรรมของพระพุทธเจ้า
2.ศรัทธา เรื่องกฎแห่งกรรม จะลด ความพยาบาท อาฆาต การคิดแก้แค้น เอาคืน อารมณ์ โกรธ ลงได้
เกือบ 100% เพียงแต่คุณเชื่อใน กฎแห่งกรรม นี่ก็ดีถมถืดแล้วสำหรับ ปุภุชน ที่ยังไม่มีเวลาปฏิับัติธรรมหลากหัวข้อ และลงลึก
3.ศรัทธา ทำให้เห็นสภาพธรรม วันหนึ่งนอกจากจะเห็นผลของกรรม ทั้งดีชั่วจาก สิ่งแวดล้อมรอบข้าง คุณก็จะเห็นจาก เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวคุณ กันอย่างชัดๆ แรงๆ ซึ่งผมบอกเลยว่า มันมีจริงๆ ครับ
4.ศรัทธา ทำให้รู้ทันธรรมชาติว่า คนเรานี้ ถูกหลอกล่อให้ หลงใน 3 ทิศทาง คือ
-โลภ
-โกรธ
-หลง
รวมเรียกว่า อุปกิเลส
ซึ่งมีในตัวเราทุกคน แต่ปัญหาคือ เราแก่ขึ้นทุกวัน ผมขอเตือนว่า ก่อนอายุราวๆ 40 ปี ควรหันหน้าไปทางสร้างความดี มากกว่า ย่ำอยู่กับ ความไม่ดี ความผิด ที่เราเองก็รู้ เพราะว่า จากประสบการณืของผม ผมเห็นมากับตา คือ
1.จะเปลี่ยนยากขึ้น แต่หาก จะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้
2. กรรมที่ไม่ดี จะปรากฎในระยะ 40 ปี เป็นต้นไป ค่อนข้างเร็ว และ มาก (มีข้อสังเ้กตุ ส่วนตัวว่า อาจจะมีผลมาจาก กรรมดีในอดีตถูกใช้ไปเยอะแล้ว กว่า 40 ปี กรรมดีปัจจุบันทำไว้น้อยไปหน่อย และ กรรมชั่วในชาตินี้กลับทำไว้เยอะั แบบนี้เป็นต้น อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะครับ)
สำหรับผม ก่อนอายุ 40 ปี เราควรได้นั่งวิเคราะห์ตัวเองให้เสร็จครับ สักหลายๆ รอบ มีกรรมแรงๆ อะไรบ้าง ที่ควรงดเด็ดขาด หลัง อายุ 40 ปี แต่ ก็เมื่อเราลงได้ นั่งทบทวนแล้วก็เริ่มมันเลยสิครับ จะรอ 40 ทำไม จริงไหม?
5.ศรัทธา จะนำสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตเรา ขอให้มีสติรับรู้ และ พอกพูน สิ่งดีๆ ให้มากขึ้น ขณะที่ ต้องรักษาสิ่งดีๆ เหล่านั้นไว้ให้ได้ มีการจัดระเบียบความคิด และอย่าทำแบบ ได้หน้าลืมหลัง ทำไปทำมา เหลือ ศูนย์ อีกแล้วแบบนี้ เสียดายโอกาสที่เราได้เป็น มนุษย์ในชาตินี้นะครับ
โดยสรุปแล้ว ก็ขอให้ เผชิญกรรมที่ไม่ดี ด้วยความมีศรัทธาในกฎแห่งกรรมครับ และดูแลตัวเองให้ดีให้คิดว่า ต้องไม่ยอมแพ้ที่จะสร้างสิ่งดีงามให้มากๆเข้าไว้ ในภพภูมิของการได้เป็น มนุษย์ ในชาตินี้ของเราครับผม
สวัสดีครับ
คุณ บอลล์ :0)
Wednesday, November 13, 2013
มีศีล มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา
สวัสดีครับ
คุณเคยมองท้องฟ้า ครั้งสุดท้าย ตอนไหน?
คุณเคยยิ้มให้กับตัวเองในกระจก ล่าสุดเมื่อใด
คุณเคยหยุดนิ่ง แล้ว คิดทบทวน สิ่งที่ควรปรับแก้ มานานแล้ว เมื่อใด?
คุณ เริ่มแปลกใจแล้วใช่ไหม ว่า คุณคือคน ที่เปลี่ยนไม่ได้?
สิ่งทั้งหลาย มีสตินำ อย่าถามผมว่า ทำอย่างไร เพราะ พระพุทธเจ้า ท่านได้ ทรงสอนไว้หมดแล้ว
ผมเพียงแต่เอามาเล่า เท่านั้นเอง
เคยได้ยิน สิ่งนี้ไหมครับ
ศีล สมาธิ ปัญญา
เชื่อไหม ทั้ง 4 ข้อข้างต้น ที่ผมนำมาเป็นตัวอย่างนั้น แก้ได้ด้วย ศีล สมาธิ และ ปัญญา ทั้งสิ้น ผมขอวิเคราะห์ดังนี้
1.ถ้าเรามีศีล แปลว่า เราเป็นคนเต็มคน เพราะ คนจริงๆ ต้องมี ครบ 5 ข้อคือ
1.ไม่เบียดเบียนสัตว์
2.ไม่ลักทรัพย์
3.ไม่ประพฤติผิดในกาม
4.ไม่พูดเท็จ
5.ไม่เสพของมีนเมา
นอกจากเป็น คนเต็มคน แล้ว เรายังเป็น คนมีวินัยอีกด้วย เพราะการจะคงสภาพศีลทั้ง 5 ข้อไว้ได้ เป็นเรื่องที่ ท้าทาย มากๆ แต่หากเราต้องการเราก็ทำได้ ครับ พระและเณร ยังถือศีลมากกว่าเราอีกครับ
การมีศีลดีอย่างไร การมีศีลดีเพราะว่า จะทำให้เรา มีความพร้อมในการปฏิบัติ คุณธรรมที่สูงขึ้นได้ นั่นคือ การปฏิบัติบูชา อีกแบบหนึ่ง คือ การทำสมาธิ
ทำไมคนมีศีลจึง ทำให้เอื้ออำนวยต่อการ ปฏิบัติสมาธิ ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่า เราจะมีชีวิตแบบปกติสุขมากกว่า คนไม่มีศีลครับ ทำไม?
ลองตามผมมาครับ
เมื่อเราไม่ เบียดเบียนสัตว์ เราก็ห่างจากการต้องชดใช้ กรรมที่ทำไว้ ในข้อนี้ ไปไกลๆ เช่น วัยรุ่น ชอบกดขี่ ข่มเหง ตีรัน ฟันแทง ฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต เบียดเบียน สัตว์ และ คนด้วยกัน พอเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านี้มันจะ ต้องตามมาทวงสิทธิ แน่นอน มีข้อยกเว้นไหม ผมว่ามีนะ แต่ อย่าเสี่ยงเลยครับ หากบุญเก่าทำมาไม่ถึงจริงๆ กรรมมันตามในชาตินี้ล่ะ ที่ นิยมเรียก กันว่า กรรมติดจรวด ครับ
พอถึงเวลาจะทำสมาธิ ก็มีเหตุ ต้องทะเลาะคนนั้น มีเรื่องมีราว เจ็บนั่น เป็นนี่ หรือ มีจิตใจ ที่กำเริบอาฆาต พยาบาท เพราะ ตัวเอง ใช้หลัก ตาต่อตา ฟันต่อฟัน มาตลอดชีวิต จึงไม่มีที่ลง หาทางออกให้กับ จิตใจ ตัวเองไม่ได้ เป็นต้น
นี่เพียงเรื่อง ศีลข้อแรกนะครับ ผมว่าำำไปตามที่้้เรียนมาเล็กๆ น้อยๆ ครับ ผู้ที่ชี้ชัดเรื่อง กฎแห่งกรรมได้ชัด ลึก ที่สุดคือ พระพุทธเจ้า ครับ
หากทำตรงข้ามล่ะ ศีลข้อแรก เราอยากจะลอง ทำให้ได้ จะทำอย่างไร
อันดับแรกครับ เชื่อผมไหม จงกล่าววาจาออกมาครับ ว่า
คู่เวร คู่กรรม ที่ได้เบียดเบียน จองเวร จองกรรม กันมา ทุกภพ ทุกชาติ บัดนี้ "ข้าพเจ้า ขอให้อภัย" ทุกสิ่งอย่าง และ ไม่ขอ จองเวร จองกรรม กันอีกต่อไป
เอาข้อนี้กันเลย ท่านทำได้ไหม
หลายคนบอก เฮ้ย มันง่ายไปไหม อะไร มัน ไอ้ อี มันทำกับเราขนาดนั้น ตอนนั้น ชั่วโมงนั้น นาทีนั้น วินาทีนั้น บางคนจำละเอียดเลย จะให้อภัยมันได้อย่างไร ไม่ยุติธรรม ข้อนี้ โอเคครับ ท่านคิดได้ หากเขาเคยเบียดเบียนท่านไว้ อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติ เหมือนท่านล่อหลอกเรา ทำไม
คนทำเรา ทำบาปกับเรา เขาทำเสร็จ ก็ไป แน่ล่ะ มันต้อง จองเวร ชดใช้กัน แค่ทำแล้ว เขาก็หายจ้อย ลืมไปแล้ว ส่วนเราตั้งแต่วินาที ที่เขาทำกับเรา ผ่านมา 10 ปี เราอาฆาต ทุกวัน ตลอดมา คำถาม ตกลงใครกันแน่ที่ซวย???
พระท่านยังสอนว่า ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี และมีจิตใจที่ผ่องใสขาวรอบ เข้าใจไหมครับ
ครานี้กลับมาเรื่อง เขาทำกับเรา ให้อภัยง่าย ๆ ไม่ยุติธรรม ข้อนี้ มีอะไรบ้าง
-ยุติธรรม เชิง กฎหมาย ก็ว่ากันไปครับ มีศาล มีทนาย มาจัดการให้เรา ทำไปครับ ตามกฎหมาย
บ้านเมือง ไม่ใช่ ใครมาทำอะไรเรา ก็ช่างเขาๆ ให้อภัยดะ ไม่ใช่ครับ ตามกฎหมายก็ต้องว่ากันไป
แต่ ยึดไว้ในใจว่า เป็นการ สั่งสอน และ คงคุณค่าทาง คุณธรรมไว้ในสังคม ครับ
-ยุติธรรม เชิง มึงกับกู อันนี้เป็นเรื่อง เรากับเขา คือ ที่เป็นเรื่องเป็นราว น้ำผึ้งหยดเดียวเพราะ กูจะ
เอาคืน แล้วมึงก็เอากูคืน หรือ ทีมึงกูไม่ว่า ทีข้ามึงอย่าโวย นั่นเอง อันนี้ ล่ะ ที่ น่ากลัว ที่เราอ่าน
บทความนี้ ก็เพื่อขอให้ละในข้อนี้ คือ หากไม่ใช่เรื่อง คอขาด บาดตาย ขอให้ "ให้อภัย" ครับ
-ยุติธรรม เชิง กฎแห่งกรรม นี่คือ ตัวที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดใน บทความนี้ ยุติธรรม ในทุกแง่มุม นั่น
เพราะว่า กฎแห่งกรรม นั้น ไม่มีข้อยกเว้น ลบล้างไม่ได้ ทุกครั้งที่่เราทำบุญ กุศล เราจะได้ผลบุญ
แน่นอน ไม่มี เทวดา มาร พรหม ที่ไหน จะมาแย่ง ความดีงามไปจากคุณได้ ขณะเดียวกัน หากคุณ
ทำชั่ว ก็อย่าหวังว่า จะมีใครมาช่วยคุณได้ หากคิดง่ายๆ นะครับ
-พวกฉุกคิดได้ ก็เลิกเถอะครับ 1 วันผ่านไป ชีวิตสั้นลง หากพรุ่งนี้ หมดเวลาของเรา จะมี
เวลาไหนมาสร้างความดี สั่งสม อย่ากินของเก่าครับ รีบ ลด ละ เลิก แล้วรีบ ทำบุญกุศล
ครับ กรุณาปรึกษา พระสงฆ์ องค์เจ้า ครับ ด่วนเลย
-คนที่ทำกุศลมานาน แต่ทำแล้วไม่ได้ดี ก็คิดใหม่ครับ ก็ของเดิม ยังใช้เขาไม่หมด จะหา
ทางลัดง่ายๆ ได้เหรอ อย่าโทษ ธรรมะ โทษตัวเองครับ ให้สั่งสมบารมี ทำกุศลไว้มากๆ
เมื่อไรเป็นเวลาของคุณ กุศลจะกระหน่ำเข้าหาคุณเอง จำไว้ครับ
-คนที่ทำบ้างไม่ทำบ้าง ก็ยังดี ผมอยู่ในประเภทนี้ ผมยังดีใจครับว่า หวนคิดกลับไป ผมมี
เรื่องดีๆ ไว้ให้ภูมิใจเหมือนกัน แต่ยังไม่เรียกตัวเองว่า คนมีศรัทธา เพราะยังไม่ทำจริง
จากนี้ไปก็ต้องเปลี่ยนตัวเองแล้วครับ
-คนที่ทำมาดีมากแล้ว ท่านเหล่านี้ ไม่โอ้อวด เงียบๆ นะผมว่า ทำมาเป็นสิบๆ ปี ทุกข์ มี
สุขมี ถือว่า เป็น อมรมนุษย์ คือ มนุษย์ ดั่งเทพ มีสติ สัมปชัญญะพร้อม มีความสุข
เขาเหล่านี้ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ บางท่านมีบุญมาก่อน บางท่านมีปัญญาเห็นธรรม
บางท่านฝึกตนมาตลอด เอาเป็นว่า ทุกคนอยากมีชีวิตแบบนี้
เมื่อเป็นดังนี้ ความยุติธรรม ข้อ กฎแห่งกรรม นี่ล่ะ ที่จะตาม ราวี คนที่ทำชั่ว กับเรา ไม่ว่า เล็กน้อย ตั้งใจหรือ ไม่ตั้งใจ กรรม จะตามท่านเขาเหล่านั้นเอง หลักการในการ วางตัวของเราก็คือ
*จงสำรวมกายของเรา เช่น อย่าเผลอสติ ไปประทุษร้ายเขา
*จงสำรวมวาจาของเรา เพราะ ปากนี่ล่ะครับ ตัวดี เพราะของเสียออกจากปากง่ายสุด
*จงสำรวมใจ ยิ่งเราคิดแช่งชัก หักกระดูก "มัน" เราก็จะมีใจต่ำลงเรื่อยๆ ขุ่นมัวมากขึ้น
อย่างที่บอก "มัน" ทำเรา "มัน" ลืมไปแล้ว แต่เรา เปลี่ยน เป็น จอมมาร เพราะ "มัน" เอาหรือ?
สู้คิดแบบนี้ดีกว่าไหมว่า
"ช่างไม่รู้กฎแห่งกรรมเสียเลย วันหนึ่งทำอะไรไว้ ต้องชดใช้แบบนั้นล่ะ"
คิดแล้วก็รีบถอนใจออกมา คืออาจต้องระบายแบบนี้บ้างครับ เพื่อทบทวนแนวคิด ความเชื่อของเรา จากนั้นอย่าไปย้ำคิด เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็น หลง ไปอีก
ผมคงไม่ขอพูดถึงศีลอีก 4 ข้อ เำพราะก็จะมาในแนวเดียวกันคือ ต้องเตรียมตัว ละชั่วให้มากที่สุด จากนั้น ทำให้ตัวพ้นออกมาจาก กาวเหนียว นั้น ด้วยการให้อภัย เพราะท้ายที่สุด ครึ่งหนึ่งของกาว คือตัวเราเอง จึงไม่แปลกที่คนมากอยู่ บอกว่า ทำดีตั้งมาก ทำไมยังไม่ดี ก็ใจคุณ ยังเต็มไปด้วยความ อาฆาต พยาบาท คุณไม่เชือกฎแห่งกรรม คุณมองแต่ด้านดี ของกรรมคือ คนนั้นได้อันนี้ อย่างนี้ เราทำดีไม่ได้
แต่คุณลืมมอง ด้านไม่ดีคือ กรรมอีกนั่นล่ะ ที่ทำให้ ได้ของดี หรือ ไม่ได้ของดี ใครจะไปรู้ชาติที่แล้วเราทำอะไรไม่ดีมา จริงไหมครับ แล้ว ชาติก่อนเขาทำดีมา จำไม่ให้เขารับอะไรเลย เป็นได้หรือ จริงไหม
อย่ามัวไปเสียเวลา ถามกลับไปว่า เราทำอะไรมา ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เป็นกุศลกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวรอบของเราก็มาถึงเองครับ
เอาล่ะ หากผ่านด่านเรื่องศีลมาได้เรียกว่า มีสติ มันจะทำให้เรา มีชีวิตที่นิ่งขึ้น พอมันนิ่ง เราก็จะมีเวลาทำสมาธิ ซึ่งควรกระทำอย่างยิ่ง พระท่านว่า การทำสมาิธิ เป็นปฏิบัติบูชา พระพุทธเจ้าท่านยกย่อง หน้าที่เรา คือ ทำสมาธิ แล้วคุณจะพบเองว่า มันดีกับตัวคุณ และ สังคมเป็นอย่างมาก
เมื่อมี ศีล สมาธิ ก็จะมีปัญญาเิกิดตามมา อันนี้ ให้ศึกษาจากพระท่านครับ ผมมิกล้าอาจเอื้อม เพียงแต่ให้เป็นพื้นฐานไว้ว่า
สมาธิ อาจแยกเป็น 2 แบบใหญ่
1.วิปัสนากรรมฐาน พิจารณา ขันธ์ 5 คือ รูปและนาม (จะเกิดในโลกนี้โดยพระพุทธเจ้าเท่านั้น)
2. สมถภาวนา พิจารณา กำหนดจิตไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ดังนั้นที่ว่ากันว่า สมาธิเป็นของกลางของโลก มีมาก่อน พระพุทธศาสนา นั้น คือ ข้อ 2. เท่านั้นนะครับ
ข้อ 1. ต้องจาก พระพุทธเจ้าเท่านั้น ทั้งโดยหลักของความเป็นอรหันต์ การค้นพบพระนิพพาน และโดยหลักการเข้าถึงสมาธินั้น ข้อ 1. ไม่ซ้ำแบบใครในโลก จริงๆ
อีกนิด: ผมยังเป็นคนมีกิเลส เพียบ แต่ ผมนิยมชะล้างมันอยู่เสมอ อย่าสนว่าผมเป็นใคร สนเพียงแต่ธรรมะของพระพุทธเจ้า (โดยถามตัวเองว่า ในโลกนี้ ล่วงผ่าน 2,600 ปีแล้ว มีกี่คนที่ คนทั่วโลกยังเคารพกราบไหว้ จริงไหมครับ ผมว่านี่ล่ะ ปาฎิหาริย์ ) และให้ผมเป็น เพียง เพื่อนร่วมทางใน หนทางแห่งธรรมะ ที่ต้องกรุยทางกันต่อไป ของคุณก็พอแล้วครับ :0)
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
คุณเคยมองท้องฟ้า ครั้งสุดท้าย ตอนไหน?
คุณเคยยิ้มให้กับตัวเองในกระจก ล่าสุดเมื่อใด
คุณเคยหยุดนิ่ง แล้ว คิดทบทวน สิ่งที่ควรปรับแก้ มานานแล้ว เมื่อใด?
คุณ เริ่มแปลกใจแล้วใช่ไหม ว่า คุณคือคน ที่เปลี่ยนไม่ได้?
สิ่งทั้งหลาย มีสตินำ อย่าถามผมว่า ทำอย่างไร เพราะ พระพุทธเจ้า ท่านได้ ทรงสอนไว้หมดแล้ว
ผมเพียงแต่เอามาเล่า เท่านั้นเอง
เคยได้ยิน สิ่งนี้ไหมครับ
ศีล สมาธิ ปัญญา
เชื่อไหม ทั้ง 4 ข้อข้างต้น ที่ผมนำมาเป็นตัวอย่างนั้น แก้ได้ด้วย ศีล สมาธิ และ ปัญญา ทั้งสิ้น ผมขอวิเคราะห์ดังนี้
1.ถ้าเรามีศีล แปลว่า เราเป็นคนเต็มคน เพราะ คนจริงๆ ต้องมี ครบ 5 ข้อคือ
1.ไม่เบียดเบียนสัตว์
2.ไม่ลักทรัพย์
3.ไม่ประพฤติผิดในกาม
4.ไม่พูดเท็จ
5.ไม่เสพของมีนเมา
นอกจากเป็น คนเต็มคน แล้ว เรายังเป็น คนมีวินัยอีกด้วย เพราะการจะคงสภาพศีลทั้ง 5 ข้อไว้ได้ เป็นเรื่องที่ ท้าทาย มากๆ แต่หากเราต้องการเราก็ทำได้ ครับ พระและเณร ยังถือศีลมากกว่าเราอีกครับ
การมีศีลดีอย่างไร การมีศีลดีเพราะว่า จะทำให้เรา มีความพร้อมในการปฏิบัติ คุณธรรมที่สูงขึ้นได้ นั่นคือ การปฏิบัติบูชา อีกแบบหนึ่ง คือ การทำสมาธิ
ทำไมคนมีศีลจึง ทำให้เอื้ออำนวยต่อการ ปฏิบัติสมาธิ ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่า เราจะมีชีวิตแบบปกติสุขมากกว่า คนไม่มีศีลครับ ทำไม?
ลองตามผมมาครับ
เมื่อเราไม่ เบียดเบียนสัตว์ เราก็ห่างจากการต้องชดใช้ กรรมที่ทำไว้ ในข้อนี้ ไปไกลๆ เช่น วัยรุ่น ชอบกดขี่ ข่มเหง ตีรัน ฟันแทง ฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต เบียดเบียน สัตว์ และ คนด้วยกัน พอเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านี้มันจะ ต้องตามมาทวงสิทธิ แน่นอน มีข้อยกเว้นไหม ผมว่ามีนะ แต่ อย่าเสี่ยงเลยครับ หากบุญเก่าทำมาไม่ถึงจริงๆ กรรมมันตามในชาตินี้ล่ะ ที่ นิยมเรียก กันว่า กรรมติดจรวด ครับ
พอถึงเวลาจะทำสมาธิ ก็มีเหตุ ต้องทะเลาะคนนั้น มีเรื่องมีราว เจ็บนั่น เป็นนี่ หรือ มีจิตใจ ที่กำเริบอาฆาต พยาบาท เพราะ ตัวเอง ใช้หลัก ตาต่อตา ฟันต่อฟัน มาตลอดชีวิต จึงไม่มีที่ลง หาทางออกให้กับ จิตใจ ตัวเองไม่ได้ เป็นต้น
นี่เพียงเรื่อง ศีลข้อแรกนะครับ ผมว่าำำไปตามที่้้เรียนมาเล็กๆ น้อยๆ ครับ ผู้ที่ชี้ชัดเรื่อง กฎแห่งกรรมได้ชัด ลึก ที่สุดคือ พระพุทธเจ้า ครับ
หากทำตรงข้ามล่ะ ศีลข้อแรก เราอยากจะลอง ทำให้ได้ จะทำอย่างไร
อันดับแรกครับ เชื่อผมไหม จงกล่าววาจาออกมาครับ ว่า
คู่เวร คู่กรรม ที่ได้เบียดเบียน จองเวร จองกรรม กันมา ทุกภพ ทุกชาติ บัดนี้ "ข้าพเจ้า ขอให้อภัย" ทุกสิ่งอย่าง และ ไม่ขอ จองเวร จองกรรม กันอีกต่อไป
เอาข้อนี้กันเลย ท่านทำได้ไหม
หลายคนบอก เฮ้ย มันง่ายไปไหม อะไร มัน ไอ้ อี มันทำกับเราขนาดนั้น ตอนนั้น ชั่วโมงนั้น นาทีนั้น วินาทีนั้น บางคนจำละเอียดเลย จะให้อภัยมันได้อย่างไร ไม่ยุติธรรม ข้อนี้ โอเคครับ ท่านคิดได้ หากเขาเคยเบียดเบียนท่านไว้ อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติ เหมือนท่านล่อหลอกเรา ทำไม
คนทำเรา ทำบาปกับเรา เขาทำเสร็จ ก็ไป แน่ล่ะ มันต้อง จองเวร ชดใช้กัน แค่ทำแล้ว เขาก็หายจ้อย ลืมไปแล้ว ส่วนเราตั้งแต่วินาที ที่เขาทำกับเรา ผ่านมา 10 ปี เราอาฆาต ทุกวัน ตลอดมา คำถาม ตกลงใครกันแน่ที่ซวย???
พระท่านยังสอนว่า ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี และมีจิตใจที่ผ่องใสขาวรอบ เข้าใจไหมครับ
ครานี้กลับมาเรื่อง เขาทำกับเรา ให้อภัยง่าย ๆ ไม่ยุติธรรม ข้อนี้ มีอะไรบ้าง
-ยุติธรรม เชิง กฎหมาย ก็ว่ากันไปครับ มีศาล มีทนาย มาจัดการให้เรา ทำไปครับ ตามกฎหมาย
บ้านเมือง ไม่ใช่ ใครมาทำอะไรเรา ก็ช่างเขาๆ ให้อภัยดะ ไม่ใช่ครับ ตามกฎหมายก็ต้องว่ากันไป
แต่ ยึดไว้ในใจว่า เป็นการ สั่งสอน และ คงคุณค่าทาง คุณธรรมไว้ในสังคม ครับ
-ยุติธรรม เชิง มึงกับกู อันนี้เป็นเรื่อง เรากับเขา คือ ที่เป็นเรื่องเป็นราว น้ำผึ้งหยดเดียวเพราะ กูจะ
เอาคืน แล้วมึงก็เอากูคืน หรือ ทีมึงกูไม่ว่า ทีข้ามึงอย่าโวย นั่นเอง อันนี้ ล่ะ ที่ น่ากลัว ที่เราอ่าน
บทความนี้ ก็เพื่อขอให้ละในข้อนี้ คือ หากไม่ใช่เรื่อง คอขาด บาดตาย ขอให้ "ให้อภัย" ครับ
-ยุติธรรม เชิง กฎแห่งกรรม นี่คือ ตัวที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดใน บทความนี้ ยุติธรรม ในทุกแง่มุม นั่น
เพราะว่า กฎแห่งกรรม นั้น ไม่มีข้อยกเว้น ลบล้างไม่ได้ ทุกครั้งที่่เราทำบุญ กุศล เราจะได้ผลบุญ
แน่นอน ไม่มี เทวดา มาร พรหม ที่ไหน จะมาแย่ง ความดีงามไปจากคุณได้ ขณะเดียวกัน หากคุณ
ทำชั่ว ก็อย่าหวังว่า จะมีใครมาช่วยคุณได้ หากคิดง่ายๆ นะครับ
-พวกฉุกคิดได้ ก็เลิกเถอะครับ 1 วันผ่านไป ชีวิตสั้นลง หากพรุ่งนี้ หมดเวลาของเรา จะมี
เวลาไหนมาสร้างความดี สั่งสม อย่ากินของเก่าครับ รีบ ลด ละ เลิก แล้วรีบ ทำบุญกุศล
ครับ กรุณาปรึกษา พระสงฆ์ องค์เจ้า ครับ ด่วนเลย
-คนที่ทำกุศลมานาน แต่ทำแล้วไม่ได้ดี ก็คิดใหม่ครับ ก็ของเดิม ยังใช้เขาไม่หมด จะหา
ทางลัดง่ายๆ ได้เหรอ อย่าโทษ ธรรมะ โทษตัวเองครับ ให้สั่งสมบารมี ทำกุศลไว้มากๆ
เมื่อไรเป็นเวลาของคุณ กุศลจะกระหน่ำเข้าหาคุณเอง จำไว้ครับ
-คนที่ทำบ้างไม่ทำบ้าง ก็ยังดี ผมอยู่ในประเภทนี้ ผมยังดีใจครับว่า หวนคิดกลับไป ผมมี
เรื่องดีๆ ไว้ให้ภูมิใจเหมือนกัน แต่ยังไม่เรียกตัวเองว่า คนมีศรัทธา เพราะยังไม่ทำจริง
จากนี้ไปก็ต้องเปลี่ยนตัวเองแล้วครับ
-คนที่ทำมาดีมากแล้ว ท่านเหล่านี้ ไม่โอ้อวด เงียบๆ นะผมว่า ทำมาเป็นสิบๆ ปี ทุกข์ มี
สุขมี ถือว่า เป็น อมรมนุษย์ คือ มนุษย์ ดั่งเทพ มีสติ สัมปชัญญะพร้อม มีความสุข
เขาเหล่านี้ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ บางท่านมีบุญมาก่อน บางท่านมีปัญญาเห็นธรรม
บางท่านฝึกตนมาตลอด เอาเป็นว่า ทุกคนอยากมีชีวิตแบบนี้
เมื่อเป็นดังนี้ ความยุติธรรม ข้อ กฎแห่งกรรม นี่ล่ะ ที่จะตาม ราวี คนที่ทำชั่ว กับเรา ไม่ว่า เล็กน้อย ตั้งใจหรือ ไม่ตั้งใจ กรรม จะตามท่านเขาเหล่านั้นเอง หลักการในการ วางตัวของเราก็คือ
*จงสำรวมกายของเรา เช่น อย่าเผลอสติ ไปประทุษร้ายเขา
*จงสำรวมวาจาของเรา เพราะ ปากนี่ล่ะครับ ตัวดี เพราะของเสียออกจากปากง่ายสุด
*จงสำรวมใจ ยิ่งเราคิดแช่งชัก หักกระดูก "มัน" เราก็จะมีใจต่ำลงเรื่อยๆ ขุ่นมัวมากขึ้น
อย่างที่บอก "มัน" ทำเรา "มัน" ลืมไปแล้ว แต่เรา เปลี่ยน เป็น จอมมาร เพราะ "มัน" เอาหรือ?
สู้คิดแบบนี้ดีกว่าไหมว่า
"ช่างไม่รู้กฎแห่งกรรมเสียเลย วันหนึ่งทำอะไรไว้ ต้องชดใช้แบบนั้นล่ะ"
คิดแล้วก็รีบถอนใจออกมา คืออาจต้องระบายแบบนี้บ้างครับ เพื่อทบทวนแนวคิด ความเชื่อของเรา จากนั้นอย่าไปย้ำคิด เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็น หลง ไปอีก
ผมคงไม่ขอพูดถึงศีลอีก 4 ข้อ เำพราะก็จะมาในแนวเดียวกันคือ ต้องเตรียมตัว ละชั่วให้มากที่สุด จากนั้น ทำให้ตัวพ้นออกมาจาก กาวเหนียว นั้น ด้วยการให้อภัย เพราะท้ายที่สุด ครึ่งหนึ่งของกาว คือตัวเราเอง จึงไม่แปลกที่คนมากอยู่ บอกว่า ทำดีตั้งมาก ทำไมยังไม่ดี ก็ใจคุณ ยังเต็มไปด้วยความ อาฆาต พยาบาท คุณไม่เชือกฎแห่งกรรม คุณมองแต่ด้านดี ของกรรมคือ คนนั้นได้อันนี้ อย่างนี้ เราทำดีไม่ได้
แต่คุณลืมมอง ด้านไม่ดีคือ กรรมอีกนั่นล่ะ ที่ทำให้ ได้ของดี หรือ ไม่ได้ของดี ใครจะไปรู้ชาติที่แล้วเราทำอะไรไม่ดีมา จริงไหมครับ แล้ว ชาติก่อนเขาทำดีมา จำไม่ให้เขารับอะไรเลย เป็นได้หรือ จริงไหม
อย่ามัวไปเสียเวลา ถามกลับไปว่า เราทำอะไรมา ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เป็นกุศลกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวรอบของเราก็มาถึงเองครับ
เอาล่ะ หากผ่านด่านเรื่องศีลมาได้เรียกว่า มีสติ มันจะทำให้เรา มีชีวิตที่นิ่งขึ้น พอมันนิ่ง เราก็จะมีเวลาทำสมาธิ ซึ่งควรกระทำอย่างยิ่ง พระท่านว่า การทำสมาิธิ เป็นปฏิบัติบูชา พระพุทธเจ้าท่านยกย่อง หน้าที่เรา คือ ทำสมาธิ แล้วคุณจะพบเองว่า มันดีกับตัวคุณ และ สังคมเป็นอย่างมาก
เมื่อมี ศีล สมาธิ ก็จะมีปัญญาเิกิดตามมา อันนี้ ให้ศึกษาจากพระท่านครับ ผมมิกล้าอาจเอื้อม เพียงแต่ให้เป็นพื้นฐานไว้ว่า
สมาธิ อาจแยกเป็น 2 แบบใหญ่
1.วิปัสนากรรมฐาน พิจารณา ขันธ์ 5 คือ รูปและนาม (จะเกิดในโลกนี้โดยพระพุทธเจ้าเท่านั้น)
2. สมถภาวนา พิจารณา กำหนดจิตไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ดังนั้นที่ว่ากันว่า สมาธิเป็นของกลางของโลก มีมาก่อน พระพุทธศาสนา นั้น คือ ข้อ 2. เท่านั้นนะครับ
ข้อ 1. ต้องจาก พระพุทธเจ้าเท่านั้น ทั้งโดยหลักของความเป็นอรหันต์ การค้นพบพระนิพพาน และโดยหลักการเข้าถึงสมาธินั้น ข้อ 1. ไม่ซ้ำแบบใครในโลก จริงๆ
อีกนิด: ผมยังเป็นคนมีกิเลส เพียบ แต่ ผมนิยมชะล้างมันอยู่เสมอ อย่าสนว่าผมเป็นใคร สนเพียงแต่ธรรมะของพระพุทธเจ้า (โดยถามตัวเองว่า ในโลกนี้ ล่วงผ่าน 2,600 ปีแล้ว มีกี่คนที่ คนทั่วโลกยังเคารพกราบไหว้ จริงไหมครับ ผมว่านี่ล่ะ ปาฎิหาริย์ ) และให้ผมเป็น เพียง เพื่อนร่วมทางใน หนทางแห่งธรรมะ ที่ต้องกรุยทางกันต่อไป ของคุณก็พอแล้วครับ :0)
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
Friday, November 8, 2013
เขียนไว้กันลืม ธรรมะจากช่องวัดสังฆทาน เรื่อง สมาธิบริวาร กับมหาสติปัฏฐาน4
สวัสดีครับ
ผมได้เปิดทีวีดาวเทียมแล้วก็พบช่องธรรมะ จากวัดสังฆทาน มีหลวงพ่อท่านหนึ่ง ท่านเทศน์ได้น่าฟัง
เรื่อง การทำสมาธิ ที่ได้ผลแต่ตอนทำ พอออกมาแล้ว ก็มีคนมาทวง เหมือนเราเดินไปในป่า โดน
สิงห์สาราสัตว์ ตามมากัด ส่วนนั้นส่วนนี้ ทำให้ผมได้ตาสว่าง ว่า เออจริงของท่าน
ท่านเทศน์ต่อว่า มีพรหมองค์หนึ่ง พูดต่อหน้าเทวสภาว่า การทำสมาธิเฉยๆ เป็นสมาธิของปุถุชน ผู้ทรงศีลหรือปฏิบัติจริงจัง ต้องมี สมาธิบริวาร คืออะไร?
ท่านกล่าวโดยสรุปว่า มันคือ บอดี้การ์ด น่ะเอง คือแม้ออกจากสมาธิมาแล้ว สิ่งที่ปฏิบัติจะไม่เสียเปล่า
เพราะเหมือน ผู้นำประเทศ ที่มีบอดี้การ์ดคอยคุ้มกัน ไม่มีอันตราย จากสิงห์สาราสัตว์ต่างๆ
สมาธิบริวาร ที่ว่า คือ มหาสติปัฏฐาน4 นั่นเอง ความมีสติ นี่ละ คือ บริวาร ที่คอยคุ้มกัน สมาธิของเรา
ฟังแล้ว ชื่นใจ + เข้าใจ การทำสมาธิ ได้เฉพาะตรงนั้น ออกมาจากการทำสมาธิแล้ว ก็เดี่ยวๆ เรากับสิงห์สาราสัตว์ การจะยืนหยัดอยู่ได้ ต้องมี สติ หากขาดเสียแล้ว ทำไป ก็เหมือน เครื่องยนต์ ติดๆ ดับๆ ดับๆ ติดๆ อยู่อย่างนั้น น่าเสียดายๆ ยังมีเวลากันนะครับพวกเรา ก็เมื่อ
ทำสมาธิกันได้แล้ว ต้องเจริญสติด้วยครับ เรียกว่า มีบอดี้การ์ดชั้นหนึ่งคอยคุ้มภัยครับ
อ้ออีกประเด็นที่ท่านกล่าว: เราต้องเห็นตัวเองก่อนนะ ผมจำที่ท่านพูดต่อไม่ได้นักแต่ผมใช้วิธีนี้
"ตอนนี้คุณน่ะ "ในความคิด" คุณเห็น ใบหูข้างซ้ายไหม เห็นท้ายทอยไหม อย่าทำเป็นเล่นนะครับ
เราไม่ค่อยเห็นตัวเองด้วยซ้ำ การมีสติให้ทำตรงข้าม เห็นตัวเองให้ได้ก่อนครับ
...ตั้งแต่หัวถึงปลายเท้า เห็นหรือยัง..."
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
ผมได้เปิดทีวีดาวเทียมแล้วก็พบช่องธรรมะ จากวัดสังฆทาน มีหลวงพ่อท่านหนึ่ง ท่านเทศน์ได้น่าฟัง
เรื่อง การทำสมาธิ ที่ได้ผลแต่ตอนทำ พอออกมาแล้ว ก็มีคนมาทวง เหมือนเราเดินไปในป่า โดน
สิงห์สาราสัตว์ ตามมากัด ส่วนนั้นส่วนนี้ ทำให้ผมได้ตาสว่าง ว่า เออจริงของท่าน
ท่านเทศน์ต่อว่า มีพรหมองค์หนึ่ง พูดต่อหน้าเทวสภาว่า การทำสมาธิเฉยๆ เป็นสมาธิของปุถุชน ผู้ทรงศีลหรือปฏิบัติจริงจัง ต้องมี สมาธิบริวาร คืออะไร?
ท่านกล่าวโดยสรุปว่า มันคือ บอดี้การ์ด น่ะเอง คือแม้ออกจากสมาธิมาแล้ว สิ่งที่ปฏิบัติจะไม่เสียเปล่า
เพราะเหมือน ผู้นำประเทศ ที่มีบอดี้การ์ดคอยคุ้มกัน ไม่มีอันตราย จากสิงห์สาราสัตว์ต่างๆ
สมาธิบริวาร ที่ว่า คือ มหาสติปัฏฐาน4 นั่นเอง ความมีสติ นี่ละ คือ บริวาร ที่คอยคุ้มกัน สมาธิของเรา
ฟังแล้ว ชื่นใจ + เข้าใจ การทำสมาธิ ได้เฉพาะตรงนั้น ออกมาจากการทำสมาธิแล้ว ก็เดี่ยวๆ เรากับสิงห์สาราสัตว์ การจะยืนหยัดอยู่ได้ ต้องมี สติ หากขาดเสียแล้ว ทำไป ก็เหมือน เครื่องยนต์ ติดๆ ดับๆ ดับๆ ติดๆ อยู่อย่างนั้น น่าเสียดายๆ ยังมีเวลากันนะครับพวกเรา ก็เมื่อ
ทำสมาธิกันได้แล้ว ต้องเจริญสติด้วยครับ เรียกว่า มีบอดี้การ์ดชั้นหนึ่งคอยคุ้มภัยครับ
อ้ออีกประเด็นที่ท่านกล่าว: เราต้องเห็นตัวเองก่อนนะ ผมจำที่ท่านพูดต่อไม่ได้นักแต่ผมใช้วิธีนี้
"ตอนนี้คุณน่ะ "ในความคิด" คุณเห็น ใบหูข้างซ้ายไหม เห็นท้ายทอยไหม อย่าทำเป็นเล่นนะครับ
เราไม่ค่อยเห็นตัวเองด้วยซ้ำ การมีสติให้ทำตรงข้าม เห็นตัวเองให้ได้ก่อนครับ
...ตั้งแต่หัวถึงปลายเท้า เห็นหรือยัง..."
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
Wednesday, October 2, 2013
เมื่อปฎิบัติสมาธิ คุณจะเห็นอะไร?
สวัสดีครับ
คนที่ทำสมาธิ ต้องทำสักนานๆ ต่อเนื่อง สัก 2-3 เดือนขึ้นไป ทำให้ถูกทาง ยังไม่ต้องมองหา คุณวิเศษอะไรหรอกครับ แต่มีมา ก็ถือเป็นวาสนา ที่ต่างกันไปในแต่ละคน
สิ่งที่เห็นแน่ๆ คือ คุณ กลายเป็นคนอื่น ที่คุณตกใจ เชื่อไหม ไม่เชือ ลองปฏิบัติเอาเองครับ ทำให้ถูกวิธี มีครูอาจารย์ได้ก็ดีครับ
ผมขอเปรียบ สิ่งดังกล่าวนี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
ได้คล้ายๆ กับ
กับข้าว - การปรุงอาหาร- ได้อาหารรสชาติอร่อย
ศีล คือ กับข้าว
การปรุงอาหาร คือ การทำสมาธิ
ปรุงแล้ว ได้อาหารอร่อยเลิศ เรียกว่า ปัญญา
มันไม่น่าแปลกที่คนในยุคนี้ กินอาหารไม่เคยอร่อย แสวงหาร้านอาหารไปเรื่อย
ทั้งโลกจริงและ โลกแห่งธรรมะ เพราะท่านทั้งหมด ไม่เคย ปรุงอาหารจริงจัง
ท่านกินแต่อาหารดิบๆ มากันเป็นส่วนมาก..... หยุดคิด จริงไหม?
เริ่มปรุงอาหารกันเถอะครับ จะได้รับประทานอาหารอร่อยกัน เสียที
บางเรื่องเพียงอ่านเรียนรู้และทำจริงๆ ไม่ได้ ไม่งั้น คนที่อ่านหนังสือ คู่มือการว่ายน้ำ
ก็ว่ายน้ำเป็นกันหมดทั้งโลกสิ จริงไหม
ทีสำคัญ อยากกินอาหารอร่อยๆ ต้องใจเย็นๆ คือ ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ปรุง ครับ
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
คนที่ทำสมาธิ ต้องทำสักนานๆ ต่อเนื่อง สัก 2-3 เดือนขึ้นไป ทำให้ถูกทาง ยังไม่ต้องมองหา คุณวิเศษอะไรหรอกครับ แต่มีมา ก็ถือเป็นวาสนา ที่ต่างกันไปในแต่ละคน
สิ่งที่เห็นแน่ๆ คือ คุณ กลายเป็นคนอื่น ที่คุณตกใจ เชื่อไหม ไม่เชือ ลองปฏิบัติเอาเองครับ ทำให้ถูกวิธี มีครูอาจารย์ได้ก็ดีครับ
ผมขอเปรียบ สิ่งดังกล่าวนี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
ได้คล้ายๆ กับ
กับข้าว - การปรุงอาหาร- ได้อาหารรสชาติอร่อย
ศีล คือ กับข้าว
การปรุงอาหาร คือ การทำสมาธิ
ปรุงแล้ว ได้อาหารอร่อยเลิศ เรียกว่า ปัญญา
มันไม่น่าแปลกที่คนในยุคนี้ กินอาหารไม่เคยอร่อย แสวงหาร้านอาหารไปเรื่อย
ทั้งโลกจริงและ โลกแห่งธรรมะ เพราะท่านทั้งหมด ไม่เคย ปรุงอาหารจริงจัง
ท่านกินแต่อาหารดิบๆ มากันเป็นส่วนมาก..... หยุดคิด จริงไหม?
เริ่มปรุงอาหารกันเถอะครับ จะได้รับประทานอาหารอร่อยกัน เสียที
บางเรื่องเพียงอ่านเรียนรู้และทำจริงๆ ไม่ได้ ไม่งั้น คนที่อ่านหนังสือ คู่มือการว่ายน้ำ
ก็ว่ายน้ำเป็นกันหมดทั้งโลกสิ จริงไหม
ทีสำคัญ อยากกินอาหารอร่อยๆ ต้องใจเย็นๆ คือ ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ปรุง ครับ
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
Subscribe to:
Posts (Atom)